หลายคนโตมากับประโยคเดิม ๆ ที่ได้ยินจนชินหู บางประโยคถูกพูดเพราะความเป็นห่วง บางประโยคเกิดจากความคาดหวัง และบางประโยคก็เป็นสิ่งที่พ่อแม่เองเคยได้ยินมาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่ว่าจะมีเจตนาดีแค่ไหน คำพูดบางอย่างก็อาจทิ้งร่องรอยในใจลูกได้มากกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็น
“ดูลูกป้าบ้านนั้นสิ” "ร้องไห้ทำไม แค่นี้เอง" "พ่อแม่เหนื่อยกว่าเยอะ"
แค่เห็นประโยคเหล่านี้ หลายคนก็น่าจะได้ยินเสียงพ่อแม่ลอยมาในหัวทันที แม้หลายประโยคจะเกิดจากความรัก ความหวังดี แต่บางคำพูดก็อาจกลายเป็นแผลใจเล็ก ๆ ที่อยู่กับลูกไปจนโต
มาดูกันว่ามีประโยคไหนบ้างที่ควรเลิกใช้ ก่อนที่จะทำให้เด็กสร้างกำแพง ไม่อยากพูดคุยกับพ่อแม่อีกต่อไป
ประโยคเปรียบเทียบอันดับหนึ่งตลอดกาล แม้พ่อแม่อาจหวังให้ลูกมีกำลังใจพัฒนาตัวเอง แต่สิ่งที่ลูกได้ยินจริง ๆ คือ "ฉันยังดีไม่พอ" การเปรียบเทียบซ้ำ ๆ ทำให้เด็กหลายคนเติบโตมาพร้อมความรู้สึกว่าคุณค่าของตัวเองขึ้นอยู่กับการเอาชนะคนอื่น จะทำให้เค้ารู้สึกเห็นทุกคนเป็นศัตรู ในท้ายที่สุด อาจเผลอทำอะไรที่นึกถึงแต่ตัวเองเกินไป จนไม่อยากมีใครมาสร้างมิตรภาพด้วย
สิ่งที่ง่ายสำหรับผู้ใหญ่ อาจเป็นเรื่องยากสำหรับเด็ก ประโยคนี้ไม่ได้ช่วยให้ลูกเก่งขึ้น แต่กลับทำให้เขารู้สึกผิดที่กำลังพยายามอยู่ บางครั้งสิ่งที่เด็กต้องการไม่ใช่คำตำหนิ แต่คือคนที่ช่วยสอนให้เขาก้าวผ่านปัญหา และแนะแนวทางทำให้สำเร็จมากกว่า ทางที่ดี อย่าพูดว่า “แค่นี้” เลยนะ ลองหันมาบอกว่า “หนูลองทำแบบนี้สิ มันง่ายกว่าที่หนูคิดจริงๆ นะ ไม่ต้องกดดันๆ”
การปฏิเสธความรู้สึก คือการสอนให้เด็กไม่กล้าแสดงความรู้สึก สิ่งที่เป็นเรื่องเล็กสำหรับผู้ใหญ่ อาจเป็นเรื่องใหญ่ในโลกของเด็ก การรับฟังอารมณ์ของลูก ก็สำคัญไม่แพ้การแก้ปัญหา อย่าละเลยการให้ความสำคัญกับความรู้สึกของเค้า บางทีอาจมีสิ่งที่เราไม่เคยรู้ ว่าเค้าต้องพบเจออะไรมาบ้าง ทางที่ดี ค่อยๆ ถามความรู้สึกด้วยใจที่เปิดกว้างและไม่ตัดสินดีกว่า
ความอดทนเป็นเรื่องดี แต่การสอนให้เก็บทุกอย่างไว้คนเดียว อาจทำให้เด็กโตมาโดยไม่รู้วิธีขอความช่วยเหลือเมื่อกำลังลำบาก และพยายามหาทางด้วยตัวเอง จนบางครั้ง อาจทำให้เด็กหลงทาง ไปเลือกทางที่ผิดได้ ควรสอนให้เค้าเข้าใจความเป็นจริงของโลกผู้ใหญ่ ว่าจริงๆ แล้ว ความอดทนก็สำคัญส่วนหนึ่ง แต่การมีจิตใจที่เข้มแข็ง ค่อยๆ คิดหาทางออกร่วมกัน เป็นสิ่งที่สำคัญกว่า
หลายคนเคยได้ยินประโยคนี้ตอนกำลังเล่าปัญหาของตัวเอง แทนที่จะรู้สึกได้รับการรับฟัง กลับกลายเป็นการแข่งขันว่าใครเหนื่อยกว่ากัน ทั้งที่จริงแล้ว ความเหนื่อยของแต่ละคนไม่จำเป็นต้องถูกเปรียบเทียบเลย ในโลกของลูก ก็มีเรื่องเหนื่อยที่พ่อแม่อาจจะเคยผ่านมาก่อน แต่เพราะผ่านมาได้แล้ว เลยมองว่าไม่สำคัญ แต่เด็กๆ เหล่านั้นยังไม่เคยเจอ ควรจะให้กำลังใจเค้า และบอกว่าเราจะผ่านมันไปด้วยกันดีกว่า
ประโยคที่ทำให้ความรักดูเหมือนมีเงื่อนไข เมื่อความสำเร็จกลายเป็นตัววัดคุณค่า เด็กอาจโตมาพร้อมความกลัวความผิดพลาด และรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่าหากทำได้ไม่ดีพอ อาจทำให้เค้าต้องไปทุ่มให้แค่การเรียน และขาดทักษะการเข้าสังคม ซึ่งก็จำเป็นในโลกการทำงานของผู้ใหญ่ ควรปล่อยให้เด็กได้ใช้ชีวิตและเติบโตตามวัย เรียนด้วย เล่นด้วย เพราะความสุขของลูกคือสำคัญที่สุด จริงมั้ยคะ
แม้จะเป็นเรื่องจริง แต่เมื่อถูกใช้ในจังหวะของการกดดันหรือเรียกร้อง มันอาจทำให้เด็กรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณตลอดเวลา ความรักที่ดีไม่ควรทำให้ใครรู้สึกผิด ควรจะทำให้เค้าเห็นเลยมากกว่า ว่าเราทุ่มเทเพื่อเค้า ให้กำลังใจเค้าแบบไม่หวังสิ่งตอบแทน ซึ่งเราเชื่อว่า พ่อแม่หลายท่านก็ไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนจากลูก แค่อาจะเผลอใช้คำพูดที่ทำให้เค้ารู้สึกว่า กำลังแบกความคาดหวังนี้ไว้ ทางที่ดี แค่ดูแลใส่ใจ มอบความรักให้เค้าอย่างเต็มที่ก็พอ
ประโยคที่มักปิดบทสนทนาได้ทันที เพราะแทนที่จะทำให้เข้าใจกัน กลับทำให้เด็กรู้สึกว่าปัญหาของตัวเองไม่มีความหมาย ทำให้รู้สึกว่า พูดไปก็เท่านั้น ต้องอดทน เพราะพ่อแม่เหนื่อยกว่านี้ ซึ่งนี่จะเป็นสร้างกำแพงขนาดใหญ่ ที่ทำให้เด็กไม่อยากมาระบายอะไรให้ฟังอีกต่อไป
เป็นประโยคเจ็บปวดหัวใจ ที่ทำให้เด็กๆ รู้สึกว่า เค้าไม่น่าเกิดมาเลย อาจเป็นปมที่ทำให้เด็กรู้สึกไม่ควรค่ากับการได้รับความรัก จะตั้งกำแพงและเป็นเด็กที่ไม่กล้าเผชิญหน้าพ่อแม่ และทำให้ลูกไม่ได้รู้สึกมีความสุขในการเกิดมาใช้ชีวิตในบ้านที่คุณมอบให้ ทางที่ดี ถ้าโกรธหรือมีอะไรที่ลูกทำให้ไม่พอใจ อาจจะใช้คำพูดซอฟต์ลงว่า “แม่ไม่โอกับการกระทำของหนูนะ แต่ยังไงก็รักเสมอ อยากให้ปรับปรุงตรงนี้นิดนึง”
ประโยคนี้ ทำให้เค้ารู้สึกว่า เป็นเด็กที่ทำอะไรไม่ได้เรื่อง ดื้อรั้น ทั้งๆ ที่เค้าอาจมีเหตุผลส่วนตัวที่ก็อยากให้พ่อแม่เข้าใจเหมือนกัน ไม่ควรพูดบ่อยเพราะจะยิ่งทำให้เด็กปิดกั้นตัวเอง และไม่ฟังพ่อกับแม่จริงๆ ควรจะใช้คำพูดแนวๆ “เรามาลองคุยกันใหม่ดีมั้ย” “หนูมีเหตุผลอะไรที่อยากเล่าเพิ่มหรือเปล่า” จะช่วยให้ลูกกล้าเปิดใจ และพ่อแม่จะได้รู้ความรู้สึกลูกจริงๆ ด้วย
และนี่ก็คือ 10 ประโยค Toxic ที่มีทุกบ้าน บ้านไหนเคยพูด หรือเด็กๆ คนไหนเคยได้ยินสิ่งเหล่านี้ มาแชร์กัน! สิ่งที่ลูกต้องการ อาจไม่ใช่คำตอบเสมอไป หลายครั้งลูกไม่ได้ต้องการให้พ่อแม่แก้ปัญหาให้ แค่ต้องการคนรับฟังโดยไม่ตัดสิน บางครั้งประโยคง่าย ๆ อย่าง "เล่าให้ฟังหน่อย" "เหนื่อยมากเลยใช่ไหมลูก" หรือ "พ่อแม่อยู่ตรงนี้นะ" อาจมีพลังมากกว่าคำสอนยาว ๆ หลายเท่า
เพราะสุดท้ายแล้ว บ้านไม่ควรเป็นสถานที่ที่ทำให้เราต้องพิสูจน์คุณค่าของตัวเอง แต่ควรเป็นพื้นที่ที่ทำให้เรารู้ว่า ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร เราก็ยังได้รับความรักและการยอมรับเสมอ
และ B2S อยากขอฝากถึงเด็กๆ ที่เคยได้รับความพูดที่เจ็บปวดให้มาฮีลใจไปด้วยกันนะ
“ถึงวันนี้ ทุกคนจะโตแล้ว แต่ถ้ายังมีบางประโยคจากวัยเด็กที่ติดอยู่ในใจ อยากให้รู้ว่า...เราไม่จำเป็นต้องเก่งตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ และไม่จำเป็นต้องพิสูจน์คุณค่าของตัวเองให้ใครเห็นอยู่ตลอด แค่ยังลุกขึ้นมาใช้ชีวิตในแต่ละวันได้ ก็เก่งมากแล้ว!”
และไม่ว่าเพื่อนๆ จะเคยได้ยินคำพูดแบบไหนมา ยังไงเราก็ยังคู่ควรกับความรัก การยอมรับ และความอ่อนโยน โดยเฉพาะจากตัวเราเองเสมอนะ
B2S CLUB ขอเป็นกำลังใจให้ทุกบ้าน ค่อยๆ ก้าวผ่านอดีต มาแก้ไขปัจจุบันให้ดีไปด้วยกันนะคะ
ของดีท้ายบทความ ขอแนะนำหนังสือให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ เลี้ยงลูกได้ดีอย่างมีสติ
ฝ่ายบริการสมาชิก The 1 หรือ The1 Call Center
ที่หมายเลข 02-660-1000 ได้ทุกวัน ตั้งแต่ 9.00 น. จนถึง 22.00 น. เพื่อแจ้งความประสงค์ขอยกเลิกการรับข้อมูลข่าวสาร
จะมีผลให้ส่วนลด พลังสะสมหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่ได้รับจะถูกยกเลิกในทันที และหากท่านกลับมาสมัครใหม่ในภายหลังจะถือเป็นสมาชิกใหม่
ของท่านจะถูกยกเลิกทันที หลังจากท่านกดยืนยัน