ทุกคนน่าจะรู้กันดีว่ามนุษย์เราเก่งขึ้นได้ ไม่ใช่แค่อาศัยอายุที่มากขึ้น แต่เป็นเพราะเราหมั่นเติมเรื่องราวใหม่ๆ ให้สมองได้เรียนรู้ ในบทความนี้ เราเลยขอชวนทุกคนมาเปิดโลกใบใหม่และอัปเกรดสมองด้วยเหล่าเรื่องราวสุดว้าวที่ทุกคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน ด้วยหนังสือให้ความรู้ที่เราเลือกมาป้ายยา มีตั้งแต่ระดับอ่านง่ายย่อยง่าย ไปจนถึงระดับวิชาการข้อมูลแน่นแต่เต็มไปด้วยความสนุกกันค่ะ
ถ้าทุกคนพร้อมจะเลือกหนังสือใหม่มาเติมความรู้เข้าคลังสมองแล้วล่ะก็ ไปอ่านรีวิวพร้อมกันได้เลยค่า
หนังสือที่รวบรวมเกร็ดความรู้และข้อเท็จจริงแปลกประหลาด 500 เรื่อง จากทั่วโลก ที่ฟังดูเหลือเชื่อ ไร้สาระ หรือเหมือนเรื่องโกหก แต่ดันเป็นเรื่องจริงทางวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และธรรมชาติวิทยา โครงสร้างและการเล่าเรื่องของหนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นความเรียงยาว แต่ละเรื่องจะถูกสรุปสั้นๆ เพียง 1-3 บรรทัดจบ เน้นความกระชับ อ่านสนุก และสร้างความตื่นตะลึงให้ผู้อ่านเอาไปเล่าต่อได้ค่ะ
ตัวอย่างเกร็ดความรู้ในเล่ม
สตรอเบอร์รี่ไม่ใช่ผลไม้: ในทางพฤกษศาสตร์ มันคือส่วนฐานรองดอกที่ขยายใหญ่ขึ้น
เหงื่อฮิปโปเป็นสีชมพู: ฮิปโปจะหลั่งสารสีแดงและสีส้มออกมาคล้ายเหงื่อเพื่อช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดและแบคทีเรีย
อวกาศมีกลิ่นเหมือนสเต๊ก: นักบินอวกาศหลายคนระบุว่า เมื่อกลับเข้ามาในยาน พวกเขาจะได้กลิ่นไหม้คล้ายโลหะร้อน ๆ หรือเนื้อย่างสเต๊กติดมากับชุดอวกาศ
ซาอุดีอาระเบียต้องนำเข้าทราย: ทรายในทะเลทรายของซาอุฯ มีความมนเกินไปจนใช้ในงานก่อสร้างไม่ได้ จึงต้องนำเข้าทรายเหลี่ยมจากประเทศอื่น เช่น ออสเตรเลีย
จากตัวอย่าง จะเห็นได้ว่าจุดเด่นของหนังสือเล่มนี้คือความอ่านง่าย แต่ได้ความรู้จริง ไม่จำเป็นต้องอ่านเรียงหน้า สามารถเปิดสุ่มหน้าไหนขึ้นมาอ่านก็เข้าใจได้ทันที เหมาะสำหรับคนที่มีเวลาน้อย ไม่ชอบอ่านคำอธิบายที่มีเนื้อหาเยอะค่ะ
หนังสือวิทยาศาสตร์ที่พาไปสำรวจกลไกความเสื่อมสภาพของร่างกายมนุษย์ รวมถึงความพยายามของวิทยาการยุคใหม่ในการยืดอายุขัยและเอาชนะความตาย เขียนโดย เวงกี รามกฤษณัน นักชีววิทยาโมเลกุลเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเคมี หนังสือเล่มนี้ไม่ได้พูดถึงความตายในแง่ของความเชื่อหรือปรัชญาลึกลับ แต่ใช้ หลักการทางวิทยาศาสตร์และพันธุศาสตร์ มาอธิบายกลไกตั้งแต่ระดับเซลล์กันเลยทีเดียว
1.ตายในระดับเซลล์ (ทำไมเราต้องแก่และตาย?)
2. ถอดรหัสลับจากธรรมชาติความลับของสัตว์อายุยืน
หนังสือพาไปดูสิ่งมีชีวิตที่มีกลไกพิเศษในการต้านความชรา เช่น ตุ่นหนูไร้ขน (Naked Mole Rat) ที่สามารถต้านทานโรคมะเร็งและความชราได้อย่างน่าอัศจรรย์ เพื่อนำมาศึกษาและประยุกต์ใช้กับมนุษย์
3. ภารกิจ "โกงความตาย" และเทคโนโลยีล้ำสมัย
ผู้เขียนได้พาไปสำรวจวิวัฒนาการของเทคโนโลยีและแนวคิดในการยืดอายุขัยตั้งแต่วิธีพื้นฐานไปจนถึงระดับไซไฟ ได้แก่
4. จริยศาสตร์และราคาที่ต้องจ่ายปัญหาทางสังคมและศีลธรรม
ผู้เขียนตั้งคำถามสำคัญให้เราได้ตระหนักถึงผลกระทบในวงกว้าง ว่าหากมนุษย์สามารถมีชีวิตเป็นอมตะได้จริง จะเกิดอะไรขึ้นกับโครงสร้างประชากร ทรัพยากรโลก และไหนจะความเหลื่อมล้ำทางสังคมอีกด้วย
อ่านเล่มนี้นอกจากจะได้ความรู้เกี่ยวกับกลไกลของร่างกายแล้ว ผู้เขียนยังชี้ให้เห็นว่าปลายทางที่มนุษย์ควรแสวงหาอาจไม่ใช่การอยู่ค้ำฟ้าอย่างโดดเดี่ยว แต่คือการมีช่วงเวลาชีวิตที่แข็งแรง ไร้โรคภัย และได้ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างมีความหมายนั่นเอง
หนังสือที่รวบรวม 1,572 ข้อเท็จจริงแปลก ๆ และน่าทึ่งจากทั่วโลก อัดแน่นไปด้วยประเด็นสาระที่มีความหลากหลายผสมผสานความรู้อย่างลงตัวในหลายศาสตร์ เช่น
แบ่งเนื้อหาออกเป็น 63 บท บทละ 25 ข้อเท็จจริง ซึ่งแต่ละบทจะเสิร์ฟความรู้ขนาดสั้นกะทัดรัด จบในตัว เพื่อให้ผู้อ่านเปิดสุ่มอ่านจุดไหนก่อนก็ได้
หมวดโลกและธรรมชาติ
ทะเลทรายสะฮาราไม่ได้มีแต่ทราย หลายคนคิดว่าทะเลทรายสะฮาราเต็มไปด้วยเนินทรายสุดลูกหูลูกตา แต่ข้อเท็จจริงคือ มีพื้นที่เพียงประมาณ 25% เท่านั้นที่เป็นทราย ส่วนพื้นที่ที่เหลือส่วนใหญ่ประกอบด้วยลานหิน กรวด และที่ราบสูงแห้งแล้ง
หมวดเทคโนโลยีและวัฒนธรรมป๊อป
ปริศนาผู้สร้าง Bitcoin บิตคอยน์ถูกคิดค้นขึ้นมาโดยบุคคลหรือกลุ่มบุคคลลึกลับ ที่ใช้นามแฝงว่า ซาโตชิ นากาโมโตะ (Satoshi Nakamoto) ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ตัวตนที่แท้จริงของเขา
หมวดคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์
เสียงของบิ๊กแบง (Big Bang) ปรากฏการณ์กำเนิดจักรวาลไม่ได้มีเสียงระเบิดดัง "ตู้ม" ในอวกาศเหมือนในภาพยนตร์ แต่นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์พบว่ามันส่งคลื่นความถี่ต่ำมาก คล้ายเสียงหึ่งๆ หรือเสียงซ่า (Hum) ที่สั่นสะเทือนไปทั่วเอกภพยุคเริ่มต้น
เป็นอีกเล่มที่เหมาะสำหรับคนที่ชอบเรื่องราวเกร็ดความรู้ หรือข้อเท็จจริงแปลกๆ ที่สนุกและได้สาระไปพร้อมกันค่ะ
หนังสือเล่มนี้ปฏิวัติความเข้าใจเดิมๆ เกี่ยวกับสมอง โดยเสนอว่า สมองมนุษย์ไม่ใช่คอมพิวเตอร์ที่ถูกติดตั้งวงจรมาอย่างตายตัว (Hardwired) แต่เป็นระบบที่มีชีวิตและปรับเปลี่ยนวงจรตัวเองได้ตลอดเวลา (Livewired) ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Neuroplasticity หรือ ความยืดหยุ่นของสมอง เขียนโดย เดวิด อีเกิลแมน (David Eagleman) นักประสาทวิทยาและนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ชื่อดังจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เป็นหนังสือวิทยาศาสตร์กระแสหลักที่ทรงคุณค่า ซึ่งได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลพูลิตเซอร์อีกด้วยค่ะ
1. สมองไม่ใช่ฮาร์ดแวร์ แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่เปลี่ยนรูปได้ มันเปลี่ยนเเปลงตลอดเวลา ทุกๆ วินาทีที่เราเรียนรู้ พบเจอสิ่งใหม่ หรือเผชิญวิกฤต สมองจะสร้าง ทำลาย และจัดระเบียบเครือข่ายประสาทใหม่เสมอ อีกทั้งสมองยังมีพื้นที่จำกัด เซลล์ประสาทจึงต้องแย่งชิงพื้นที่กัน หากสมองส่วนใดไม่ได้ใช้งาน พื้นที่ส่วนนั้นจะถูกสมองส่วนอื่นยึดไปทำหน้าที่แทนทันที
2. คำถามชวนคิดและการทดลองสุดทึ่ง
หนังสือเล่าเรื่องยากๆ ให้เข้าใจง่ายผ่านตัวอย่างและคำถามที่น่าสนใจ เช่น
3. อนาคตของมนุษยชาติและเทคโนโลยีล้ำสมัย
เดวิด อีเกิลแมน นำเสนองานวิจัยจากห้องแล็บของเขาเองที่ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพที่ไร้ขีดจำกัด
เป็นหนังสือที่นอกจากอ่านแล้วจะได้ความรู้ ยังชี้ให้เราเห็นว่ามนุษย์เราไม่ได้ถูกจำกัดด้วยพันธุกรรมหรือโครงสร้างสมองตั้งแต่เกิด แต่เราสามารถหล่อหลอมและพัฒนาศักยภาพของสมองเราได้ตลอดชีวิตนั่นเอง
สำหรับเล่มนี้ค่อนข้างน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะเป็นหนังสือวรรณกรรมวิทยาศาสตร์แนวสารคดีที่นำเอาโครงเรื่องของวรรณกรรมคลาสสิกอย่างอลิซในแดนมหัศจรรย์ มาดัดแปลงเพื่ออธิบายเรื่องราวของควอนตัมฟิสิกส์ ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจยากที่สุดเรื่องหนึ่งในโลกวิทยาศาสตร์ ให้กลายเป็นเรื่องที่สนุกสนานและเห็นภาพชัดเจนขึ้นค่ะ
เรื่องจะพาเราเดินทางไปกับ อลิซ เด็กหญิงผู้เบื่อหน่ายกับการนั่งฟังเรื่องราวในโลกความเป็นจริง วันหนึ่งเธอตกลงไปในแดนควอนตัมแทนที่จะเป็นแดนมหัศจรรย์ ซึ่งในดินแดนแห่งนี้ เธอจะมีขนาดตัวที่เล็กลงจนมีขนาดเท่ากับอนุภาคในระดับอะตอม และได้พบเจอกับกฎเกณฑ์ทางฟิสิกส์สุดแปลกประหลาดที่ไม่สามารถใช้สามัญสำนึกในโลกปกติอธิบายได้ตลอดการเดินทาง อลิซได้เผชิญหน้ากับแนวคิดหลักทางควอนตัมฟิสิกส์ผ่านตัวละครและสถานที่ต่างๆ ดังนี้
แม้หนังสือเล่มนี้จะดำเนินเรื่องแบบนิทาน แต่แก่นแท้ของทฤษฎีนั้นถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ร่วมสมัยที่นักฟิสิกส์ใช้ในการอธิบายจักรวาลทางกายภาพ อีกทั้งผู้เขียนใช้ศิลปะการเล่าเรื่อง มาเปรียบเทียบพฤติกรรมของอนุภาคย่อยในอะตอมให้กลายเป็นพฤติกรรมของตัวละครที่อลิซไปพบเจอ ทำให้ผู้อ่านทั่วไปที่ไม่มีพื้นฐานฟิสิกส์จินตนาการตามได้ง่ายขึ้นอีกด้วยค่ะ
เขียนโดย Robert M. Sapolsky นักประสาทวิทยาและนักไพรเมตวิทยาชื่อดังจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เป็นหนังสือแนววิทยาศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์ระดับขึ้นหิ้ง (New York Times Bestseller) ที่หนากว่า 900 หน้า
หนังสือเล่มนี้พยายามตอบคำถามสำคัญที่ว่าทำไมมนุษย์เราถึงทำสิ่งต่างๆ ทั้งในยามที่ประเสริฐที่สุดและยามที่ต่ำทรามที่สุด โดยพาผู้อ่านเจาะลึกปัจจัยเบื้องหลังพฤติกรรมผ่านมิติของเวลา ย้อนกลับไปตั้งแต่ระดับวินาทีก่อนลงมือทำไปจนถึงระดับล้านปีทางวิวัฒนาการเลยทีเดียวค่ะ
บริบทคือทุกสิ่ง ฮอร์โมนหรือสารเคมีในสมองไม่มีตัวไหนที่ทำให้เกิดพฤติกรรมดี หรือ เลว โดยตรง เช่น เทสโทสเตอโรนไม่ได้ทำให้ก้าวร้าวเสมอไป แต่จะกระตุ้นให้ทำพฤติกรรมใดก็ได้เพื่อรักษาสถานะทางสังคมของตัวเองในบริบทนั้นๆ
ความโดดเด่นของเล่มนี้คือการไม่ได้อธิบายพฤติกรรมจากมุมมองเดียว แต่ใช้การสืบย้อนเวลา (Spiralling Back) เพื่อให้เห็นภาพรวมของปัจจัยทั้งหมด เหมาะกับใครที่สนใจด้านจิตวิทยา พฤติกรรมศาสตร์ และประสาทวิทยา รวมถึงผู้ที่อยากเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังปัญหาความขัดแย้งในสังคม การเมือง และพฤติกรรมแปลกๆ ของมนุษย์ รวมถึงใครที่ชอบอ่านหนังสือแนววิชาการที่มีข้อมูลแน่น งานวิจัยอ้างอิงชัดเจน แต่เล่าเรื่องได้อย่างมีอารมณ์ขันและน่าติดตาม อ่านเล่มนี้ไม่มีผิดหวังค่ะ
โลกแห่งความรู้ช่างกว้างใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุด และสมองของเราก็พร้อมที่จะพัฒนาอยู่เสมอ อย่าปล่อยให้ตัวเองหยุดค้นคว้าและจมจ่อมอยู่กับสิ่งเดิมๆ พาตัวเองไปเปิดหูเปิดตา เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อเติมพลังสมอง เพราะหนังสือทุกเล่มที่เราอ่าน คือก้าวสำคัญที่ช่วยทำให้เราเป็นคนเก่งขึ้นในทุกวันนะคะ
ฝ่ายบริการสมาชิก The 1 หรือ The1 Call Center
ที่หมายเลข 02-660-1000 ได้ทุกวัน ตั้งแต่ 9.00 น. จนถึง 22.00 น. เพื่อแจ้งความประสงค์ขอยกเลิกการรับข้อมูลข่าวสาร
จะมีผลให้ส่วนลด พลังสะสมหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่ได้รับจะถูกยกเลิกในทันที และหากท่านกลับมาสมัครใหม่ในภายหลังจะถือเป็นสมาชิกใหม่
ของท่านจะถูกยกเลิกทันที หลังจากท่านกดยืนยัน