“เริ่มทำงานมาไม่นานเท่าไหร่ แต่ทำไมชีวิตถึงเหมือนเหนื่อยมาแล้วเป็นร้อยปีกันนะ” เชื่อว่าคนรุ่นใหม่ วัย first jobber หลายๆ คนกำลังรู้สึกไม่ต่างกันอยู่ใช่ไหมคะ ยิ่งในยุคที่ทั้งเศรษฐกิจและสถานการณ์โลกมันช่างปั่นป่วนแบบนี้ และคงไม่ใช่แค่เด็กจบใหม่เท่านั้นที่รู้สึกเหนื่อยกับการวางแผนชีวิต แต่ทุกๆ คนที่กำลังตั้งใจก่อร่างสร้างฐานะและความมั่นคงให้กับตัวเองอยู่ก็คงจะรู้สึกว่ามันช่างยากเย็นเข็นใจไม่ต่างกัน
บทความนี้เราเลยขอเลือกหยิบหนังสือที่จะช่วยบวกแต้มต่อด้านการวางแผนชีวิต โดยเฉพาะเรื่องเงิน และ mindset การใช้เงิน รวมไปถึงเทคนิคดีๆ ที่จะสามารถทำให้เราเปลี่ยนตัวเองเป็นแม่เหล็กดูดเงิน เรียกเงินเข้ากระเป๋าแบบรัวๆ มาแนะนำให้ทุกคนได้อ่านและนำเทคนิคดีๆ ไปใช้กันค่ะ
ถ้าทุกคนพร้อมอ่านหนังสือวางแผนชีวิตเป็นคนดึงดูดทรัพย์ เพิ่มความมั่งคั่งจนต้องตะโกนออกมาว่า “รวยไม่ไหวแล้ว” เราไปอ่านรีวิวป้ายยาหนังสือพร้อมกันได้เลยค่า
หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่คู่มือสอนสูตรคำนวณการลงทุนแบบเคร่งเครียด แต่เป็นหนังสือแนวจิตวิทยาการเงินที่จะชี้ให้เราเห็นว่าที่จริงแล้ว การเห็นคุณค่าในตัวเองคือรากฐานที่กำหนดพฤติกรรมการจัดการเงินและความมั่งคั่งในชีวิตของเรา สะท้อนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เนื้อหาในเล่มนี้เลยจะเป็นเหมือนเพื่อนผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินที่จะมาช่วยปรับ Mindset แก้ไขปัญหาการเงินจากจิตใต้สำนึกของเราค่ะ
1.ความรู้สึกต่อตัวเองขับเคลื่อนพฤติกรรมเงิน
-การรักตัวเองส่งผลต่อกระเป๋าตังค์: เพราะวิธีที่เรายอมรับและรู้สึกกับตัวเองส่งผลโดยตรงต่อการหาเงินและการเก็บเงิน ตัวอย่างง่ายๆ เช่น การมีไลฟ์สไตล์ที่สวนทางกับรายได้ของเรานั่นเองค่ะ
-กับดักจิตใต้สำนึก: หนังสือเล่าว่าหากลึกๆ เราเชื่อว่าตัวเองไม่คู่ควรกับความร่ำรวย จิตใต้สำนึกจะคอยทำลายโอกาสทางการเงินของเราเอง เช่น การใช้จ่ายประชดชีวิต หรือไม่กล้าเรียกค่าตอบแทนจากการทำงานที่เหมาะสมกับความสามารถ
2.สำรวจและปลดหนี้ทางสังคม
-ระวังหนี้ทางสังคม: บ่อยครั้งเรายอมจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อซื้อสิ่งของที่ไม่ได้ต้องการจริงๆ เพียงเพราะอยากให้คนอื่นยอมรับหรือมองเราในแบบที่อยากให้เป็น
-เลิกความเชื่อที่ฝังหัว: ถึงเวลาบอกเลิกกรอบความคิดเดิมๆ เกี่ยวกับเงินที่เคยเรียนรู้มาในอดีตแต่ไม่เคยได้ผล เพื่อก้าวไปสู่จุดหมายของการใช้เงินเป็นอย่างแท้จริง
3.ปรับสมดุลระหว่างความสุขและการเงิน
-ซื้อประสบการณ์ไม่ใช่ความฟุ่มเฟือย: หนังสือแนะนำให้เน้นจ่ายเงินเพื่อสร้างประสบการณ์และคุณค่าชีวิต แทนการสะสมวัตถุเพื่ออวดคนอื่น
-ลดความเสียดาย: ปรับเปลี่ยนกรอบความคิดในการใช้จ่าย เพื่อให้ทุกการควักเงินออกจากกระเป๋าเกิดความสบายใจและสร้างความสุขในระยะยาว
จากสรุปเนื้อหาของหนังสือ เราค้นพบว่าปัญหาการเงินไม่ได้แก้ด้วยตัวเลขหรือจำนวนเงินที่มากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องแก้ที่ทัศนคติและพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่การเป็นคนรวยที่ตระหนี่ถี่เหนียวหรือเครียดตลอดเวลา แต่คือการมีชีวิตที่เบาสบาย มีอิสรภาพทางใจ และเป็นนายของเงินตัวเองอย่างแท้จริงค่ะ ใครอยากบวกแต้มให้กับสกิลด้านการเงินให้กับตัวเอง หนังสือเล่มนี้จะช่วยปูพื้นฐานและให้วิธีคิดที่น่าสนใจแน่นอน
เล่มนี้เขียนโดย ชิมามุระ โยชิฮิโระ นักธุรกิจและนักลงทุนชาวญี่ปุ่น ที่จะมาเผยเคล็ดลับว่าที่จริงแล้วคนรวยที่มีความสุขไม่ได้รวยเพราะโชคช่วย แต่เกิดจากการบริหารเวลาหลัง 5 โมงเย็น เพื่อสร้างทุนชีวิต 3 ด้าน ได้แก่ ทุนมนุษย์ ทุนทางสังคม และทุนทางการเงินนั่นเอง พวกเขาใช้วิธีอะไรบ้าง เรามีสรุปเนื้อหาคร่าวๆ มาให้อ่านกันค่ะ
1. วิธีคิดของคนรวยที่มีความสุข
-เวลาหลัง 5 โมงเย็น: คนทั่วไปใช้เวลาเลิกงานไปกับความบันเทิง แต่คนรวยใช้เวลานี้สร้างคอนเน็กชันและโอกาสใหม่ๆ
-สะสมทุน 3 ประเภท: ต้องสร้างทุนมนุษย์ (ความรู้ความสามารถ), ทุนสังคม (เครือข่ายมิตรภาพ) และทุนเงิน (เงินลงทุน) ไปพร้อมกัน
-ทำสิ่งเล็กๆ อย่างการซื่อสัตย์: ความไว้วางใจจะเกิดขึ้นได้จากการช่วยคนอื่นโดยไม่หวังผล พูดความจริง และกล้าเปิดเผยข้อบกพร่องของตนเอง
2. การสร้างเพื่อนนอกบริษัทคือทุนล้ำค่าเป้าหมาย
-เพื่อนสนิท: ตั้งเป้าหมายสร้างเพื่อนสนิทนอกสายงานอย่างน้อย 10 คน ที่เชื่อมั่นและยินดีจ่ายเงินให้กับไอเดียของเรา
-เน้นปริมาณก่อนคุณภาพ: ในช่วงแรกให้ทำความรู้จักคนให้หลากหลาย แล้วจึงค่อยๆ คัดกรองความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพในภายหลัง
-กฎ 3 ปี: การสร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและน่าเชื่อถือ ต้องใช้เวลาและความสม่ำเสมอติดต่อกันอย่างน้อย 3 ปีขึ้นไป
3. นิสัยสู่ความสำเร็จ VS นิสัยสู่ความล้มเหลว
-คนจะรวย: มุ่งมั่นพัฒนาตนเองระหว่างเป็นพนักงาน มองหาโอกาสลงทุนระยะยาว และเรียนรู้โครงสร้างธุรกิจเบื้องหลัง เช่น ศึกษาว่าทำไมร้านอาหารบางร้านถึงรวย ไม่ใช่แค่ขายดี
-คนไม่รวย: ปล่อยให้เวลาหลังเลิกงานสูญเปล่า โฟกัสแต่รายได้ระยะสั้น และกลัวความเสี่ยงจนปฏิเสธการลงทุน
นอกจากเนื้อหาที่สรุปมาแล้ว ในเล่มนี้ยังมีเคล็ดลับและข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการปรับพฤติกรรมสู่การเป็นคนที่ใช้เงินเป็น หากใครกำลังรู้สึกว่าตั้งใจทำงานหนักแต่เงินเดือนเท่าเดิม และมองไม่เห็นอนาคตทางการเงิน หรืออยากเปลี่ยนเวลาหลัง 5 โมงเย็นจากการไถโซเชียลหรือดูซีรีส์ มาเป็นเวลาสร้างรายได้เพิ่มเข้ากระเป๋าอีกทาง เราแนะนำอ่านเล่มนี้เลยค่ะ
หนังสือที่มีเนื้อหามุ่งเน้นการเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเงินจากภายในสู่ภายนอก โดยชี้ให้เห็นว่าความมั่งคั่งที่แท้จริงไม่ได้วัดกันแค่ตัวเลขในบัญชี แต่คืออิสรภาพและความสงบสุขในจิตใจ หรือหากพูดง่าย หนังสือเล่มนี้ไม่ได้สอนให้เราหาวิธีรวยทางลัด แต่เป็นแผนที่นำทางผ่าน 3 ขั้นตอนสำคัญ เพื่อสร้างชีวิตที่อุดมสมบูรณ์ค่ะ
1. รู้เรื่องราวทางการเงิน
โดยเริ่มจากการสำรวจ DNA ทางการเงิน เริ่มต้นทำความเข้าใจว่าเรื่องราว ความเชื่อ และประสบการณ์ในอดีตที่หล่อหลอมพฤติกรรมการใช้เงินของเราในปัจจุบัน จากนั้นเริ่มล้างความเชื่อผิดๆ ทิ้งไปให้หมด เช่น เงินไม่ใช่ฮีโร่ผู้กอบกู้ การมีเงินไม่ได้แปลว่าจะมีความสุขหรือสงบในใจ หากเราไม่ยอมจัดการปมหรือความทุกข์ภายในตัวเองก่อน สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดคือการลงมือค้นหาสไตล์การเงิน สังเกตดูว่าพฤติกรรมดั้งเดิมแบบไหนที่กำลังบล็อกความมั่งคั่งและทำให้เราขาดความอุดมสมบูรณ์ในชีวิต
2. ปรับกรอบความคิดทางการเงินของคุณใหม่
เริ่มจากการเยียวยาบาดแผล ซ่อมแซมความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ระหว่างตัวเรากับเงิน เปลี่ยนกรอบความคิดลบๆ ให้กลายเป็นพลังบวกผูกเงินเข้ากับเป้าหมาย ปรับวิธีคิดให้เงินทำหน้าที่สนับสนุนภารกิจชีวิตที่มีความหมาย ไม่ใช่หาเงินไปวันๆ โดยไร้จุดหมาย และที่สำคัญที่สุดคือการทำตัวเป็นแม่เหล็ก พัฒนาชุดความคิดที่แข็งแกร่งเพื่อพร้อมดึงดูดโอกาสและรายได้ใหม่ๆ เข้ามาให้กับตัวเอง
3. เตรียมตัวสำหรับการมีเงินมากขึ้น
สร้างแผนที่ทางการเงิน โดยการกำหนดเป้าหมายและเส้นทางจัดการเงินที่ชัดเจนเพื่ออนาคต จากนั้นค่อยๆ ค้นหาจุดแข็งเพื่อดึงคุณค่าและทักษะที่ซ่อนอยู่ในตัวเองออกมาใช้เพิ่มศักยภาพในการหาเงินและลงมือทำจริง เพราะหากไม่ลงมือทำต่ อให้แผนการของเราจะดีแค่ไหนก็สามารถเป็นจริงได้หากขาดข้อนี้ไปค่ะ
หัวใจสำคัญของหนังสือเล่มนี้สรุปได้ว่า เมื่อไหร่ที่เราพร้อม เงินก็พร้อมเข้ามาหาเราเช่นกัน เพราะหากเราเริ่มจัดการระบบคิดและจิตใจให้มีระเบียบวินัยทางการเงินได้แล้ว เรื่องเงินทองและการสร้างรายได้ก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายและเงินก็จะหลั่งไหลเข้ามาหาเราได้อย่างง่ายดายค่ะ
หากใครรู้สึกว่าทำไมตัวเองเป็นคนที่เลือกอะไรก็ผิดพลาดไปซะหมด หรือมักจะโทษตัวเองว่าทำไมสิ่งที่เราตัดสินใจถึงไม่เคยจะมีผลดีตามมา หนังสือเล่มนี้มีคำตอบค่ะ เพราะเนื้อหาในเล่มจะพาเราไปเห็นถึงหลุมพรางทางจิตวิทยา ที่ทำให้มนุษย์อย่างเราๆ ตัดสินใจบิดเบือน ไร้ซึ่งเหตุผล และผิดพลาดโดยไม่รู้ตัว แม้ว่าจะเป็นคนฉลาดหรือเก่งกาจเพียงใดก็ตามค่ะ
1. หลุมพรางด้านสภาพร่างกายและเวลา
-จงกินเค้กก่อนตัดสินใจเรื่องคอขาดบาดตาย: เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ สมองส่วนหน้าจะทำงานแย่ลง ส่งผลให้เราเลือกทางออกที่ง่ายที่สุดหรือปฏิเสธข้อเสนอไปโดยปริยาย
-นัดเวลาสัมภาษณ์งานหลังกินข้าวเสร็จใหม่ ๆ: เพราะกรรมการจะมีความสุขและผ่อนคลายมากกว่าตอนที่พวกเขากำลังหิว
2. หลุมพรางด้านสังคมและการประชุม
-อยากให้คนในห้องประชุมสนับสนุน จงแสดงความเห็นเป็นคนแรก: ความเห็นแรกจะกลายเป็นสมอที่ยึดเหนี่ยวความสนใจและกำหนดกรอบให้คนอื่นคล้อยตามได้ง่าย
-คำแนะนำจากคนที่มีเจตนาดีอันตรายที่สุด: คนที่หวังดีมักแนะนำตามความรู้สึกหรือประสบการณ์ส่วนตัว ซึ่งขาดข้อมูลที่รอบด้านและอาจไม่เหมาะกับสถานการณ์จริงของคุณ
-อย่าเป็นอาสาสมัคร แต่ให้บริจาคเงินแทน: การเอาเวลาของมืออาชีพไปทำงานแรงงานที่ตนไม่ถนัดมีประสิทธิภาพต่ำกว่าการทำงานที่ถนัดแล้วนำเงินไปจ้างแรงงานในท้องถิ่น
3. หลุมพรางด้านข้อมูลและการรับรู้
-วิธีตัดสินใจให้แม่นยำขึ้นคือเลิกอ่านข่าว: ข่าวรายวันมักกระตุ้นอารมณ์และเน้นความตื่นเต้น แต่ขาดความลึกซึ้งและข้อมูลเชิงสถิติที่แท้จริง
-อย่าเชื่อข้อมูลจากแฟนฟุตบอลทีมเดียวกับคุณ: มนุษย์มีแนวโน้มที่จะเข้าข้างและมองข้ามข้อผิดพลาดของกลุ่มคนที่ชอบสิ่งเดียวกัน ไม่เพียงแค่แฟนฟุตบอลทีมเดียวกันเท่านั้น แต่รวมไปถึงทุกคนที่ชอบอะไรเหมือนๆ กันกับคุณด้วย
-การพูดเกินจริงทำให้ดูน่าเชื่อถือมากขึ้น: คนเรามักแพ้ทางความมั่นใจและเรื่องเล่าที่ยิ่งใหญ่ จนลืมตรวจสอบความสมเหตุสมผลของเนื้อหาที่แท้จริง
สุดท้ายหนังสือแนะนำว่าการตัดสินใจที่ดีเริ่มจากการลดข้อผิดพลาด เรียนรู้ และแก้ไข ใจความของหนังสือไม่ได้สอนวิธีคิดที่สมบูรณ์แบบ แต่ชี้ให้เรารู้ทันหลุมพรางเพื่อที่จะได้ไม่ทำผิดพลาดเรื่องเดิมซ้ำ หรือทำพลาดในสิ่งที่ไม่น่าจะพลาด ซึ่งแค่นั้นก็เพียงพอให้เราเอาตัวรอดในโลกอันกว้างใหญ่ใบนี้ได้แล้วค่ะ
เล่มนี้เป็นหนังสือแนวพัฒนาตัวเองและการเงินที่เล่าเรื่องผ่านรูปแบบนิยายกึ่ง How-to โดยเล่าเรื่องราวของ โทโมยะ ซาโต ชายหนุ่มที่เบื่อหน่ายงานประจำและฝันอยากมีอิสรภาพทางการเงินเพื่อเกษียณเร็วขึ้น จนได้พบกับ โคเท็ตสึ แมวน้อยที่เกิดมาแล้ว 10,000 ชาติ ซึ่งมาทำหน้าที่เป็นโค้ชพาย้อนไปดูชีวิตของเจ้าของในอดีตชาติ เพื่อให้เข้าใจความหมายที่แท้จริงของการเป็นนายของเงิน
4 บทเรียนสำคัญสู่การเป็นนายของเงินรู้ตัวเลขค่าใช้จ่ายที่แท้จริง
-จุดเริ่มต้นของอิสรภาพทางการเงินไม่ใช่การมีเงินล้นฟ้า แต่คือการรู้ตัวเลขที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของเราอย่างถูกต้อง
-การลงทุนอย่างเดียวอาจไม่พอ เพราะการหวังพึ่งพาผลตอบแทนจากการลงทุนเพียงอย่างเดียวเพื่อการเกษียณไวนั้นมีความเสี่ยงและทำได้ยากในโลกแห่งความเป็นจริง
-การประหยัดสุดขั้วมีราคาที่ต้องจ่าย ถึงแม้การตัดค่าใช้จ่ายอย่างรุนแรงจะเป็นทางลัดสู่การเกษียณ แต่หากตึงเกินไป อาจทำลายความสุขในปัจจุบันและประคับประคองให้สำเร็จระยะยาวได้ยาก
-งานเสริมที่เน้นแค่เงินจะไม่ยั่งยืน การทำอาชีพเสริมเพื่อหาเงินให้ได้มากที่สุดโดยละทิ้งความชอบหรือความถนัด จะทำให้เราหมดไฟและไม่มีความสุขในที่สุด
หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เน้นไปที่สูตรคำนวณการลงทุนที่ซับซ้อน แต่เน้นปรับทัศนคติต่อเงิน งาน และการใช้ชีวิต โดยชี้ให้เห็นว่าหลายคนอยากเกษียณเร็วเพียงเพราะอยากหนีจากงานที่เกลียด แต่เมื่อทำได้จริงกลับต้องเผชิญกับความว่างเปล่าและไม่มีความสุขอย่างที่คิด และสุดท้ายคนเราก็ยังต้องการทำสิ่งที่ความหมายควบคู่ไปกับการได้รับความสุขกลับมาสู่ชีวิตตัวเอง แม้ว่าจะอยู่ในวัยเกษียณก็ตามค่ะ
หนังสือที่นำเสนอแนวคิดว่า ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่สร้างได้จากการเปลี่ยนแปลงตัวเองเพียงวันละ 0.1% โดยใช้เวลาน้อยมากเพียงแค่วันละ 3 นาที ในการทำกิจวัตรเล็กๆ ที่ทำได้ง่าย ไม่ฝืนใจ แต่มีพลังมหาศาลในการเปลี่ยนสมอง อารมณ์ และพฤติกรรมในระยะยาวของเรานั่นเองค่ะ
1.นิสัยจิ๋วเพื่อขัดเกลาอารมณ์และจิตใจ
-การใช้ชีวิตอย่างอารมณ์ดีสำคัญที่สุด: สมองจะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อเรามีความสุข
-ยอมรับตัวเองในแบบที่เป็น: เลิกเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น และมองเห็นข้อดีของตัวเอง
-เปลี่ยนคำพูดลบให้เป็นบวก: เมื่อมีความคิดลบ ให้กระตุ้นตัวเองด้วยคำว่าลงมือทำก่อนดีกว่า
-ขยับมือข้างที่ไม่ถนัด: เพื่อกระตุ้นสมองซีกที่ไม่ค่อยได้ใช้งานให้ตื่นตัว
2. นิสัยจิ๋วเพื่อดึงดูดเงินและความมั่งคั่ง
-เปลี่ยนความรู้สึกที่มีต่อเงิน: เงินจะไหลกลับมาหาคนที่ใช้เงินด้วยความรู้สึกขอบคุณและมีความสุข
-กำหนดจุดมุ่งหมายของเงิน: แทนที่จะคิดแค่ว่าอยากได้เงิน ให้ระบุชัดเจนว่าเงินนี้จะถูกนำไปใช้ทำประโยชน์อะไร
-ทำความสะอาดจุดสำคัญ: รักษาความสะอาดของโต๊ะทำงานและบริเวณหน้าประตูบ้านเพื่อต้อนรับสิ่งดีๆ
3. นิสัยจิ๋วในกิจวัตรประจำวัน
-ตั้งเป้าหมายไว้บนหน้าจอ: นำภาพเป้าหมายหรือความฝันมาใส่ไว้ในภาพล็อกหน้าจอโทรศัพท์ เพื่อให้ซึมซับเข้าสู่จิตใต้สำนึก
-พูดความฝันตอนอาบน้ำ: เปล่งเสียงพูดสิ่งที่ปรารถนาออกมาดังๆ ในขณะอาบน้ำ
-นึกภาพสนุกสนานก่อนนอน: เข้านอนไม่เกินเที่ยงคืน และจินตนาการถึงเรื่องดีๆ ก่อนหลับ
-เขียนเรื่องกังวลทิ้งไว้: หากมีเรื่องเครียด ให้เขียนใส่กระดาษก่อนนอนเพื่อปลดปล่อยความคิดลบเหล่านั้นออกจากสมอง
4. นิสัยจิ๋วเพื่อสร้างความสัมพันธ์และเสน่ห์
-ฟัง 80% พูด 20%: เน้นการเป็นผู้ฟังที่ดีเพื่อให้คนรอบข้างรู้สึกสบายใจและไว้วางใจ
-อย่ากลัวที่จะเล่าความผิดพลาด: การเปิดเผยความล้มเหลวเล็กๆ น้อยๆ ของตัวเองทำให้เราดูเข้าถึงง่ายและมีเสน่ห์
-เอ่ยชวนคนอื่นบ่อยๆ: คำพูดง่ายๆ เช่น "มาทางนี้สิ" ช่วยสร้างความเป็นกันเองได้ทันที
5. นิสัยจิ๋วเพื่อชาร์จพลังชีวิตจากธรรมชาติ
-พาตัวเองไปอยู่ในที่ที่รู้สึกดี: หลีกเลี่ยงสถานที่ที่อึดอัด
-สัมผัสธรรมชาติ: หาสถานที่เดินเท้าเปล่าบนผืนหญ้าหรือกอดต้นไม้เพื่อรับพลังงานบวก
-ถ้าไม่ไหวก็อย่าฝืน: เชื่อในลางสังหรณ์ของตัวเองและพักผ่อนเมื่อร่างกายส่งสัญญาณ
เล่มนี้เหมาะกับใครที่มักจะตั้งเป้าหมายใหญ่ๆ แล้วทำได้ไม่กี่วันก็ล้มเลิก เพราะหนังสือสอนให้เริ่มจากสิ่งเล็กมากจนสมองของเราไม่ต่อต้าน ไม่สร้างความตึงเครียด และไม่ต้องใช้แรงผลักดันหรือพลังใจมหาศาลในการลงมือทำ อีกทั้งคำแนะนำในเล่มยังครอบคลุมทั้งเรื่องการทำงาน ความสัมพันธ์ การจัดการอารมณ์ และการจัดสภาพแวดล้อมอีกด้วยค่ะ
สำหรับใครที่กำลังรู้สึกท้อ หรือกำลังตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เราช้าไปหรือเปล่ากับการวางแผนชีวิต” เราขอบอกเลยค่ะว่าไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการเริ่มต้น และไม่มีคำว่าเร็วเกินไปสำหรับการตั้งใจวางแผนอนาคตที่ดีให้ตัวเอง การมีแผนสำรองให้ชีวิตคือสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่ควรทำ หวังว่าหนังสือที่เลือกมาป้ายยาในบทความนี้จะเป็นคู่มือที่ช่วยให้ทุกก้าวเดินของเพื่อนๆ ในวันข้างหน้า มีความหมายและมั่นคงมากขึ้นนะคะ
ฝ่ายบริการสมาชิก The 1 หรือ The1 Call Center
ที่หมายเลข 02-660-1000 ได้ทุกวัน ตั้งแต่ 9.00 น. จนถึง 22.00 น. เพื่อแจ้งความประสงค์ขอยกเลิกการรับข้อมูลข่าวสาร
จะมีผลให้ส่วนลด พลังสะสมหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่ได้รับจะถูกยกเลิกในทันที และหากท่านกลับมาสมัครใหม่ในภายหลังจะถือเป็นสมาชิกใหม่
ของท่านจะถูกยกเลิกทันที หลังจากท่านกดยืนยัน