“ยุคนี้ มีแต่คนสมาธิสั้น!” เพื่อนๆ เห็นด้วยกับข้อความนี้กันไหมคะ? ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในสายตา สมอง รวมถึงการรับรู้ของเราล้วนถูกทำให้สั้นลง เร็วขึ้น หรือแม้แต่ผ่านไปไวจนรู้สึกว่าความจดจ่อและตั้งใจคือทักษะสำคัญที่นอกจากจะทำได้ยากแล้วยังเป็นสิ่งที่เราต้องมานั่งฝึกกันใหม่ หากเพื่อนๆ รู้สึกว่าสมาธิหลุดทุกๆ ไม่กี่วินาที พอจะทำสิ่งนี้ก็ลืมสิ่งนั้นไปเสียดื้อๆ หรือทำอะไรไม่เกิน 3 วันก็เลิกตลอด นี่ไม่ใช่เพราะเราไร้วินัย แต่เป็นเพราะเรายังไม่รู้กลไกของสมองสมาธิสั้น บทความนี้เราเลยคัดหนังสือ 6 เล่ม ที่จะช่วยกู้คืน 'Focus' และเปลี่ยนจากคนขี้เบื่อ ให้กลายเป็นคนที่ทำอะไรก็สำเร็จด้วยเทคนิคที่ทำแล้วได้ผลจริงค่ะ
ถ้าพร้อมจะปรับโฟกัสไปด้วยกันแล้วก็ไปอ่านรีวิวกันได้เลย
เพื่อน ๆ เคยลืมอะไรภายในไม่กี่วินาทีไหมคะ ยกตัวอย่างเช่น เราหยิบมือถือขึ้นมาเพื่อจะติดต่อหาใครสักคน แต่รู้ตัวอีกทีตอนนี้นิ้วก็กำลังไถฟีดในหน้าจอดูอะไรไปเรื่อยเปื่อย และลืมไปแล้วว่าความตั้งใจแรกของการหยิบมือถือขึ้นมาคืออะไร ถ้าเคยเป็นแล้วและไม่อยากเป็นแบบนี้อีกต่อไป เราขอป้ายยาเล่มนี้เลยค่ะ
หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่จะบอกกับเราว่า การหลุดโฟกัสไม่ใช่เรื่องผิด แต่หัวใจสำคัญคือการบริหารจัดการพลังงานสมองให้เหมาะสมกับงานแต่ละประเภท เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความสำเร็จและความสุขในชีวิต เขียนโดย คุณ Dr. Gloria Mark ซึ่งเน้นการทำความเข้าใจพฤติกรรมการใช้สมาธิของมนุษย์ในยุคดิจิทัล โดยในเล่มจะมีสาระสำคัญที่เราขอสรุปมาให้เป็นหัวข้อดังนี้ค่ะ
-วิกฤตความจดจ่อ: งานวิจัยพบว่าสมาธิของคนเราสั้นลงอย่างน่าตกใจ โดยเฉลี่ยเราจะเปลี่ยนสิ่งที่จดจ่อบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ทุกๆ 47 วินาที เท่านั้น
-กับดัก Multitasking: การทำงานหลายอย่างพร้อมกันไม่มีอยู่จริง สมองเพียงแค่ "สลับงาน" ไปมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งราคาที่ต้องจ่าคือความเหนื่อยล้าและความเครียดที่เพิ่มขึ้น
-ทรัพยากรสมาธิมีจำกัด: ความสามารถในการจดจ่อเปรียบเสมือนถังน้ำมันที่ถูกใช้ไปตลอดวัน การฝืนทำ "Deep Work" นานเกินไปอาจนำไปสู่ภาวะสมองล้าได้
-ประเภทของสมาธิ: หนังสือแบ่งสมาธิออกเป็น 4 รูปแบบ (จดจ่อ, เพลิดเพลิน, เบื่อหน่าย, พักผ่อน) และชี้ให้เห็นว่าการปล่อยให้ใจลอย (Rote tasks) บ้าง ก็เป็นส่วนสำคัญในการเติมพลังงาน
-การสร้างสมดุล (Kinetic Attention): เป้าหมายไม่ใช่การมีสมาธิ 100% ตลอดเวลา แต่คือการรู้วิธีสลับโหมดให้สอดคล้องกับจังหวะของสมอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและความสุขไปพร้อมกัน
นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้แนะนำแนวทางปฏิบัติเพื่อกู้คืนสมาธิมาให้ในเล่มโดยวิธีแรกคือ การสังเกตตัวเอง เพื่อรับรู้ว่าช่วงเวลาไหนของวันที่คุณมีพลังงานสูงสุดเพื่อเก็บไว้ทำงานสำคัญที่สุด วิธีถัดมาคือการสร้างขอบเขตจัดการการแจ้งเตือนและปิดกั้นสิ่งรบกวนในช่วงเวลาที่เราต้องการจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งจริงๆ
สุดท้ายคือหนังสือแนะนำให้หยุดพักอย่างมีคุณภาพ คือการหยุดพักที่แท้จริง ถอยห่างจากหน้าจอ ไม่ใช่การพักด้วยการเล่นโซเชียลมีเดีย
หากใครอยากหยุดวิ่งตามความไวของโลกและหันกลับมาโฟกัสกับชีวิต และมีสมาธิจดจ่อกับทุกสิ่งที่ทำมากขึ้น เล่มนี้อาจเป็นหนังที่ช่วยปรับโฟกัสใหม่ให้กับเราได้ค่ะ
ในปัจจุบันความเชื่อที่ว่าต้องทำทุกอย่างให้เสร็จทันที ถูกตั้งโปรแกรมลงในสมองของคนส่วนใหญ่ จนทำให้ก่อเกิดเป็นวงจรความเครียดโดยไม่รู้ตัว และรู้ไหมคะว่าความเร่งรีบส่วนใหญ่มักเกิดจากความคาดหวังของสังคม หรือภาพลวงตาที่เราสร้างขึ้นเอง มากกว่าจะเป็นเส้นตายจริงที่มีผลต่อชีวิต หนังสือเล่มนี้จะพาเราไปค้นหาความจริงว่าเรากำลังติดกับดักของมายาแห่งความเร่งรีบอยู่หรือเปล่า
เนื้อหาในเล่มจะพาเราไปศึกษาภาวะวิตกกังวลเรื่องเวลา 3 รูปแบบที่ผู้คนมักจะตกเป็นเหยื่อ ได้แก่
-กังวลเรื่องปัจจุบัน: รู้สึกว่าเวลาในแต่ละวันมีไม่พอและต้องรีบอยู่เสมอ
-กังวลเรื่องอนาคต: กลัวว่าจะทำตามเป้าหมายไม่ทัน หรือใช้ชีวิตไม่คุ้มค่า
-กังวลเรื่องอดีต: เสียใจกับเวลาที่เสียไปหรือโอกาสที่พลาดไป
ซึ่งหนังสือก็ได้แนะนำแนวทางเพื่อให้เราเอาชนะทั้งสามภาวะดังกล่าว ดังนี้ค่ะ
-ทำลายนิสัยยุ่งตลอดเวลา: เลิกเชื่อว่าความยุ่งคือเครื่องหมายของความสำเร็จ
-สร้างจังหวะของตัวเอง: ค้นหาความเร็วในการใช้ชีวิตที่เหมาะสมกับตัวเอง แทนที่จะวิ่งตามมาตรฐานคนอื่น
-เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องผลผลิต: หันมาให้ความสำคัญกับ "ความหมาย" ของสิ่งที่ทำ มากกว่าแค่ "ปริมาณ" ของงานที่เสร็จ
-สังเกตว่าสิ่งไหนคือความด่วนที่แท้จริง และสิ่งไหนคือความด่วนหลอกๆ
-อนุญาตให้ตัวเองหยุดพักโดยไม่ต้องรู้สึกผิด
-โฟกัสที่การสร้างความพึงพอใจในปัจจุบัน มากกว่าการไล่ล่าอนาคตที่ไม่สิ้นสุด
เป็นเล่มที่เหมาะกับใครที่มักจะกังวลอยู่เสมอเวลาที่ไม่ได้ทำอะไรที่ตัวเองรู้สึกว่ามันมีประโยชน์ มีความ productive หรือแม้แต่มีความรู้สึกผิดเมื่อถึงเวลาพักผ่อน ทั้งๆ ที่จริงแล้วมันเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเพิ่มพลังให้กับทั้งร่างกายและจิตใจ การเข้าใจและบริหารเวลาอย่างถูกต้องจะช่วยให้ความรู้สึกเหล่านั้นหายไปและสามารถจัดการเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ
หนังสือที่ถ่ายทอดข้อคิดในการใช้ชีวิตท่ามกลางโลกที่วุ่นวายได้อย่างลึกซึ้ง เน้นย้ำว่าความวุ่นวายที่เราต้องประสบพบเจอไม่ใช่เพราะโลกหมุนเร็ว แต่เป็นเพราะใจเราที่วิ่งเร็วเกินไปจนมองไม่เห็นความสุขรอบตัว แต่เมื่อเรายอมให้ตัวเองช้าลง เราจะเริ่มสังเกตเห็นสิ่งที่เคยมองข้ามไป ไม่ว่าจะเป็น จิตใจที่สงบ และความงามในสิ่งธรรมดา
เนื้อหาในเล่มนี้แบ่งเป็นบทสั้น ๆ ที่ประกอบด้วยความเรียงสลับกับโควตคำคมที่อ่านง่ายแต่ชวนให้คิดตาม พร้อมภาพประกอบที่ให้ความสงบขณะที่กำลังอ่าน
เราขอสรุปบทเรียน 6 บทเรียนสำคัญเพื่อชีวิตที่สมดุลจากหนังสือมาให้อ่านกันคร่าวๆ ดังนี้ค่ะ
-หยุดพักเพื่อมองเห็น: การก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วตลอดเวลาทำให้เราหลงทาง การหยุดพักช่วยให้เห็นเส้นทางข้างหน้าชัดเจนขึ้น
-โอบกอดอารมณ์: เรียนรู้อยู่กับความเจ็บปวดหรือความโกรธอย่างอ่อนโยน แทนที่จะพยายามกดทับหรือวิ่งหนีมัน
-เลือกความสงบมากกว่าการเอาชนะ: บางครั้งการปล่อยวางความถูกต้องเพื่อรักษาความสัมพันธ์และการมีใจที่สงบนั้นทำให้ใจสงบมากกว่า
-ความรักคือการยอมรับ: รักผู้อื่นในแบบที่เขาเป็นโดยไม่พยายามเปลี่ยนใคร
-อยู่กับปัจจุบันขณะ: ความสุขที่แท้จริงหาได้จากช่วงเวลาเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่ความสำเร็จที่ปลายทาง
-ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน: เริ่มต้นจากการรับฟังและให้อภัย ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรามีสติและไม่เร่งรีบตัดสินคนอื่น
หากใครกำลังรู้สึกว่าชีวิตเต็มไปด้วยความเร่งรีบหรือวุ่นวาย จนอยากหาทางลดระดับความไวของใจและความคิด เราแนะนำเล่มนี้เลยค่ะ
ผลงานการเขียนของคุณ Dr. Amishi Jha ศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยา ผู้ศึกษาเรื่อง "ความจดจ่อ" มากว่า 25 ปี หนังสือเล่มนี้เปรียบ เปรียบ ความจดจ่อ (Attention) เป็นทรัพยากรที่ทรงพลังที่สุดของมนุษย์ แต่กลับถูกทำลายได้ง่ายที่สุดด้วยความเครียด ความกลัว และสิ่งเร้า ผู้เขียนเลยจะพาเราไปเรียนรู้วิธีฝึกสมอง เพื่อให้เราสามารถกลับมาควบคุมสมาธิได้อย่างเต็มที่ค่ะ โดยคุณนักเขียนพบว่าการฝึก สติ (Mindfulness) เพียง 12 นาทีต่อวัน ติดต่อกัน 4 สัปดาห์ สามารถช่วยเปลี่ยนโครงสร้างสมอง และเพิ่มความสามารถในการจดจ่อได้อย่างเห็นผลชัดเจน โดยมีวิธีการง่าย ๆ ได้แก่
-Find Your Flashlight: ฝึกสังเกตว่าตอนนี้สมาธิของคุณจดจ่อไปที่ไหน และดึงมันกลับมาที่ลมหายใจเมื่อมันเริ่มวอกแวก
-Mental Push-ups: ทุกครั้งที่รู้ตัวว่าใจลอยแล้วดึงสติกลับมา ให้ถือเป็นการวิดพื้นทางสมอง 1 ครั้ง ยิ่งทำบ่อย กล้ามเนื้อสมาธิยิ่งแข็งแรง
นอกจากการฝึกฝนสมองแล้ว ในเล่มยังชวนไปรู้จักศัตรูของสมองนั่นก็คือ
1.ความเครียดและอารมณ์ลบ เพราะเมื่อเรากังวล สมองจะนำ "ความจดจ่อ" ไปใช้กับการคิดวนเวียน (Rumination) จนไม่มีพลังงานเหลือให้งานจริง
2.การเหม่อลอย (Mind Wandering) งานวิจัยพบว่าเราเหม่อลอยถึง 50% ของเวลาตื่น ซึ่งบั่นทอนประสิทธิภาพการทำงานของสมอง
เป็นเล่มที่น่าสนใจและมีทริคที่สามารถทำตามได้แบบไม่ยาก หากใครอยากฝึกสมองให้กลับมามีโฟกัสและจดจ่อได้ดีอีกครั้ง ต้องไม่พลาดเล่มนี้ค่ะ
ทุกคนรู้ไหมคะว่าจริงๆ แล้วความเคยชินมันเป็นดาบสองคม เพราะมันทำให้สมองเราลืมที่จะ “คิด”
คุณ Charles Duhigg นักเขียนเล่มนี้จะพาเราไปไขความลับว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนั้น และเราจะแก้ไขได้อย่างไรบ้าง โดยในเล่มจะเริ่มจากการพาเราไปทำความเข้าใจกับ วงจรแห่งนิสัย (The Habit Loop) ที่ประกอบไปด้วย
-สิ่งกระตุ้น (Cue): ตัวจุดชนวนให้เริ่มพฤติกรรม (เช่น เวลา, สถานที่, อารมณ์)
-กิจวัตร (Routine): พฤติกรรมที่เราทำออกมา (เช่น การกินขนม, การสูบบุหรี่, การวิ่ง)
-รางวัล (Reward): สิ่งที่สมองได้รับและทำให้จดจำวงจรนี้ (เช่น ความผ่อนคลาย, รสชาติหวาน)
แน่นอนว่าเราไม่สามารถกำจัดนิสัยเดิมได้ แต่เราสามารถค่อยๆ เปลี่ยนมันได้ โดยการรักษาสิ่งกระตุ้น และรางวัลให้เหมือนเดิม แต่เปลี่ยนแค่กิจวัตรตรงกลางเท่านั้น ที่สำคัญนิสัยเล็กๆ บางอย่างมีพลังมากกว่าที่เราคิด หากเราเปลี่ยนนิสัยเหล่านี้ได้ มันจะส่งผลกระทบลูกโซ่ (Ripple Effect) ไปสู่นิสัยอื่นๆ ในชีวิต เช่น การออกกำลังกาย มักจะนำไปสู่การกินอาหารที่ดีขึ้น และการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น, การเก็บที่นอน ที่มีความเชื่อมโยงกับการมีวินัยและการวางแผนสิ่งต่างๆ ในชีวิตที่ดีขึ้น
เห็นไหมคะว่ามันเป็นเรื่องที่เราสามารถเริ่มเปลี่ยนได้จากการลงมือทำสิ่งเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน หากเรามีความเชื่อว่าเราเปลี่ยนได้ เป้าหมายก็อยู่ไม่ไกลเกินใจเราแน่นอนค่ะ
หนังสือที่จะช่วยให้เราก้าวข้าม "กำแพง 3 วัน" ด้วยเทคนิคที่ทำตามได้ง่าย ๆ เริ่มจากการทำความเข้าใจสมอง เพราะมนุษย์มีสัญชาตญาณรักษาสภาพเดิม (Homeostasis) ทำให้สมองต่อต้านการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ หนังสือเล่มนี้จึงเสนอให้เราใช้ Mini Routines หรือการตั้งเป้าหมายที่ “เล็กจิ๋ว” จนสมองไม่รู้สึกว่าถูกคุกคาม และไม่มีข้ออ้างที่จะไม่ทำ
โดยในเล่มได้เสนอวิธีที่จะทำให้ วิธีสร้าง Mini Routines ให้สำเร็จ ได้แก่
-ตั้งเป้าหมายระดับอนุบาล: เช่น วิ่ง 1 นาที หรืออ่านหนังสือ 1 บรรทัด
-ให้คนอื่นช่วยตัดสินใจ: ในเรื่องสำคัญที่เลือกยาก เพื่อลดความเหนื่อยล้าในการตัดสินใจ (Decision Fatigue)
-สร้างแรงจูงใจแบบเกม: ทำให้พฤติกรรมใหม่มีความสนุกหรือมีรางวัลเล็กๆ น้อยๆ ทันทีที่ทำเสร็จ
หัวใจสำคัญที่ไม่ควรลืมคือ การให้รางวัลทางใจ ทุกครั้งที่ทำสำเร็จแม้เพียงนิดเดียว ให้ชมตัวเองทันทีว่า "เราทำได้ยอดเยี่ยมมาก" เพื่อให้สมองหลั่งสารความสุขและอยากทำซ้ำในวันรุ่งขึ้นนั่นเองค่ะ
เป็นหนังสืออีกเล่มที่เราชอบเป็นการส่วนตัวและอยากแชร์ให้เพื่อนๆ ได้ลองอ่านดู เทคนิคในเล่มนี้ง่ายและไม่ทำให้รู้สึกว่ากดดันตัวเองจนเกินไป แถมยังเป็นการฝึกวินัย ฝึกการจดจ่อให้เราเป็นคนที่ทำอะไรได้นานขึ้นกว่าเดิมได้อีกด้วย
โลกอาจจะหมุนเร็วขึ้นทุกวัน แต่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องวิ่งตามให้ทันจนพลาดหลายอย่างที่มีความหมายกับชีวิตเราจริงๆ ไป การใช้ชีวิตให้ช้าลงและจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า คือของขวัญที่ดีที่สุดที่คุณจะมอบให้ตัวเองได้ในขณะที่ยังเวลามากพอให้ใช้ซึมซับความสวยงามรอบตัว หวังว่าหนังสือเหล่านี้จะเป็นช่วยให้เพื่อนๆ พบความสงบและสามารถกลับมาโฟกัสกับตัวเองได้อีกครั้งในโลกที่วุ่นวายนี้นะคะ
ขอให้อ่านหนังสืออย่างสนุกและมีความสุขในทุกการพลิกหน้ากระดาษนะคะ
ฝ่ายบริการสมาชิก The 1 หรือ The1 Call Center
ที่หมายเลข 02-660-1000 ได้ทุกวัน ตั้งแต่ 9.00 น. จนถึง 22.00 น. เพื่อแจ้งความประสงค์ขอยกเลิกการรับข้อมูลข่าวสาร
จะมีผลให้ส่วนลด พลังสะสมหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่ได้รับจะถูกยกเลิกในทันที และหากท่านกลับมาสมัครใหม่ในภายหลังจะถือเป็นสมาชิกใหม่
ของท่านจะถูกยกเลิกทันที หลังจากท่านกดยืนยัน