ในโลกที่คอยบอกให้เราต้องเหมือนคนอื่น การเป็นตัวเองกลับกลายเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมาก ในวันที่รู้สึกแปลกแยก ไม่เข้าพวก หรือเหนื่อยล้าจากการพยายามเป็นสิ่งที่ต้องเป็น ไม่ใช่สิ่งที่อยากเป็น เราอยากชวนทุกคนมาเปิดหน้ากระดาษ แล้วเรียนรู้ที่จะโอบรับทุกเฉดสีในตัวเองไปด้วยกันกับหนังสือที่จะช่วยโอบกอดหัวใจ โอบอุ้มความภูมิใจในตัวเอง ต้อนรับเดือน Pride Month ไปด้วยกันค่ะ เพราะในความจริงแล้ว เราทุกคนไม่ได้แปลกหรือแตกต่างไปจากใคร แต่มันคือความเปล่งประกายในแบบของตัวเอง
ถ้าพร้อมจะโอบกอดใจตัวเองด้วยตัวอักษรกันแล้ว ไปอ่านรีวิวหนังสือพร้อมกันได้เลยค่ะ
หนังสือที่จะบอกให้เราเข้าใจว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตปัจจุบันคือผลลัพธ์ที่ส่องสะท้อนจากจิตใจของเราเอง หากจิตใจของเราเต็มไปด้วยความทุกข์หรือความโกรธแค้น ชีวิตก็จะดึงดูดเรื่องราวร้าย ๆ เข้ามา แต่ถ้าใจเราเต็มไปด้วยความซาบซึ้งและสำนึกรู้คุณ ชีวิตก็จะสะท้อนแต่สิ่งดี ๆ กลับมาเช่นกัน
ดำเนินเรื่องผ่านชีวิตจริงของ เอโกะ แม่บ้านที่มีความทุกข์ใจอย่างหนักเพราะ ยูตะ ลูกชายของเธอโดนเพื่อนๆ ที่โรงเรียนกลั่นแกล้งและเมินเฉย ยิ่งเธอพยายามปกป้องลูก สถานการณ์ก็ยิ่งแย่ลง จนกระทั่งเธอได้ปรึกษากับ คุณยางุจิ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา คุณยางุจิได้แนะนำ "กฎแห่งกระจก" และชี้ให้เห็นว่า อาการที่ยูตะโดนเพื่อนเพิกเฉย สะท้อนมาจากพฤติกรรมในใจของเอโกะเอง ที่กำลังเพิกเฉยและปฏิเสธคุณพ่อของเธอ เนื่องจากเธอโกรธฝังใจที่พ่อชอบบังคับในวัยเด็ก เมื่อเอโกะยอมทำตามคำแนะนำเพื่อแก้ไขความสัมพันธ์กับพ่อ ปัญหาเรื่องลูกชายของเธอก็คลี่คลายลงอย่างน่าอัศจรรย์
หนังสือนำเสนอแนวคิดว่า ปัญหาในชีวิตและสมการความสัมพันธ์จะคลี่คลายได้ด้วยการใช้ 3 พลัง ได้แก่
พลังแห่งการให้อภัย: ปลดปล่อยความแค้นในอดีตเพื่อดับทุกข์ในปัจจุบัน
พลังแห่งการขอบคุณ: มองหาแง่มุมดี ๆ ของคนที่เราเกลียดเพื่อเปลี่ยนคลื่นความถี่ในใจ
พลังแห่งการขอโทษ: ยอมรับความจริงและลดทิฐิของตัวเองลง
ข้อคิดสำคัญจากหนังสือ
-คนอื่นคือกระจก เมื่อเราไม่ชอบพฤติกรรมบางอย่างของคนอื่น ให้กลับมาสำรวจว่าเรากำลังทำพฤติกรรมแบบนั้นกับใครอยู่หรือเปล่า
-ชีวิตไม่ได้กลั่นแกล้งเรา ทุกเหตุการณ์แย่ ๆ เข้ามาเพื่อเตือนให้เราหันกลับมาดูแลและแก้ไขบาดแผลทางใจของตัวเอง
-การให้อภัยทำเพื่อตัวเอง เราไม่ได้ให้อภัยเพื่อให้คนผิดพ้นโทษ แต่ให้อภัยเพื่อให้ใจเราเองหลุดพ้นจากคุกความทุกข์
เป็นเล่มที่อยากแนะนำสำหรับใครที่กำลังรู้สึกว่าตัวเองปล่อยวางหลายๆ เรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตไม่ได้ อ่านเพื่อทำความเข้าใจว่าเพราะอะไรเราถึงควรลดความโกรธและอคติในหัวใจลง และหากเราฝึกปล่อยวางได้เก่ง เราก็จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขง่ายขึ้นมากๆ เลยละค่ะ
หนังสือที่จะช่วยฝึกเราให้หยุดเอาความสุขของตัวเองไปผูกไว้กับคนอื่น และหันกลับมาใช้ชีวิตอิสระ รักตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติเหมือนอย่างที่แมวเป็น ซึ่งช่วยคลายความกังวลจากการคาดหวังในตัวผู้อื่น เพื่อให้เราพบความสุขที่แท้จริงได้ด้วยตัวเอง
สรุปแนวคิดหลักจากหนังสือ
-หยุดฝากความสุขไว้กับคนอื่น หลายครั้งเรามักรอให้คนอื่นมาทำดีด้วย หรือต้องรอให้คนอื่นอนุญาตก่อนถึงจะมีความสุข ซึ่งหนังสือชี้ว่าการใส่ใจคนอื่นโดยไม่เข้าใจ คือการเอาแต่ใจตัวเอง
-เข้าใจความจริงของความคาดหวัง เราไม่สามารถทำให้ทุกคนเห็นด้วยหรือเข้าใจเราได้ตลอดเวลา การคาดหวังและยึดติดมากเกินไป จะกลับมาทำร้ายเราเองในวันที่ผิดหวัง
-ปล่อยวางเพื่อเริ่มต้นใหม่ ความทุกข์ไม่ได้เกิดจากความแตกต่าง แต่เกิดจากการเปรียบเทียบ ความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดา และสิ่งที่ช่วยให้เรากลับมาสบายใจได้ดีที่สุดคือการปล่อยวาง
-ควบคุมใจตัวเองไม่ใช่ทำตามอารมณ์ การปล่อยไหลไปตามอารมณ์โกรธหรือร้อนรนไม่ใช่การทำตามใจตัวเอง แต่คือการโดนสิ่งภายนอกควบคุม หากจิตใจเรานิ่งพอเหมือนผิวน้ำ เราจะมองเห็นความจริงและไม่ร้อนรนตามคนอื่น
เป็นเล่มที่อ่านแล้วจะช่วยให้เราเข้าใจหลักการง่ายๆ ในความสัมพันธ์ที่จะทำให้ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขง่ายขึ้น นั่นก็คือ ไม่จำเป็นต้องพยายามทำให้ทุกคนเข้าใจในตัวเรา เพราะสิ่งที่เราคิดว่าดี คนอื่นอาจจะไม่ได้คิดแบบเดียวกับเราเสมอไปนั่นเองค่ะ
หนังสือนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการหยุดสิ้นเปลืองพลังงานชีวิตไปกับการพยายามควบคุมความคิด คำพูด และการกระทำของคนอื่น แล้วหันกลับมาโฟกัสส่งเสริมสิ่งที่เราควบคุมได้จริง นั่นคือตัวเราเอง
โดย สมการหลักของทฤษฎีคือ "ปล่อยเขา + ให้ฉัน"
Let Them ปล่อยเขา: ปล่อยให้คนอื่นทำ พูด หรือคิดในแบบของเขา แม้ว่ามันจะไม่ถูกใจเราก็ตาม
Let Me ให้ฉัน: หันกลับมาสนใจว่าตัวเราจะตอบสนองต่อสถานการณ์นั้นอย่างไร เพื่อพัฒนาตัวเองและรักษาความสงบในใจ
4 บทเรียนสำคัญจากหนังสือ
เป็นผลงานร่วมกันระหว่าง โอปราห์ วินฟรีย์ Oprah Winfrey พิธีกรชื่อดังระดับโลก และ ดร.บรูซ ดี. เพอร์รี Dr. Bruce D. Perry จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองและบาดแผลทางใจ เนื้อหาหลักคือการชวนเราเปลี่ยนมุมมองต่อพฤติกรรมแปลกๆ หรือปัญหาทางอารมณ์ของตนเองและผู้อื่น จากคำถามที่ว่า เราเป็นอะไร ไปสู่คำถามว่า เราผ่านอะไรมา เพื่อทำความเข้าใจว่าประสบการณ์ในอดีต โดยเฉพาะวัยเด็ก หล่อหลอมให้เรากลายมาเป็นคนแบบในปัจจุบันได้อย่างไร
สรุปประเด็นสำคัญจากหนังสือ
-อดีตคือเมล็ดพันธุ์: ประสบการณ์ในวัยเด็กคือรากฐานหลักที่หล่อหลอมโครงสร้างสมองและการตอบสนองต่อโลก หากตอนเด็กเจอความรุนแรงหรือถูกทอดทิ้ง สมองจะจดจำและพัฒนาการตอบสนองเพื่อเอาตัวรอด
-การทำงานของสมองกับบาดแผลทางใจ (Trauma): เมื่อเราเจอสิ่งเร้าที่คล้ายกับความเจ็บปวดในอดีต สมองส่วนล่าง ที่ควบคุมสัญชาตญาณและการเอาตัวรอด จะทำงานทันที ทำให้เราแสดงอาการหงุดหงิด วิตกกังวล หรือระเบิดอารมณ์ออกมาโดยไม่สมเหตุสมผล
-ความยืดหยุ่นทางใจ: หนังสือเน้นย้ำว่าเราไม่สามารถลบอดีตได้ แต่การเข้าใจที่มาของบาดแผลจะช่วยลดความเจ็บปวด และช่วยสร้างทักษะในการฟื้นฟูจิตใจให้กลับมาเข้มแข็งได้อีกครั้งนั่นเองค่ะ
เป็นหนังสือที่อ่านแล้วจะได้เรียนรู้แนวทางในการกลับไปสืบค้นปมในอดีตของตัวเองอย่างนุ่มนวล เพื่อก้าวข้ามความเจ็บปวดและใช้ชีวิตในปัจจุบันได้อย่างมีความสุขมากขึ้นค่ะ
หนังสือความเรียงแนวเยียวยาหัวใจ ที่บอกเล่าเรื่องราวผ่านตัวละคร ซอลโท เจ้ากระต่ายสีเหลืองที่เป็นตัวแทนของพวกเราทุกคนที่ภายนอกดูปกติ แต่ภายในกลับบอบช้ำ โดดเดี่ยว และเผชิญกับภาวะซึมเศร้า โดยเนื้อหาหนังสือเน้นย้ำให้เราหันกลับมารักและใส่ใจความรู้สึกของตัวเองก่อนที่จะสายเกินไป
สรุปประเด็นสำคัญจากหนังสือ
-ยอมรับความเจ็บปวดและบาดแผลของตัวเอง หนังสือสอนให้เรายอมรับว่า ความรู้สึกเศร้า เหงา หรือผิดหวัง เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต เราจึงควรเผชิญหน้าและหาวิธีรับมือกับมัน
-หยุดเพิกเฉยต่อความรู้สึกตนเอง ให้ความสำคัญกับตัวเองก่อน เพราะเรามักเอาใจใส่คนรอบข้างแต่กลับละเลยหัวใจของตัวเอง
-ทายาที่ชื่อว่า "การรักตัวเอง" รู้จักที่จะยินดีกับความสุขของตัวเอง เลิกเปรียบเทียบชีวิตกับคนอื่น และหันมาซาบซึ้งกับความสุขเล็กๆ ในแบบของเรา
เป็นเล่มที่เหมาะสำหรับคนที่กำลังสับสน ว้าวุ่น หรือรู้สึกว่างเปล่า เพราะมันช่วยเตือนสติว่า แม้ชีวิตจะเจอเรื่องโหดร้าย แต่ท้ายที่สุดแล้ว คนที่จะชุบชีวิตและโอบกอดหัวใจดวงนี้ให้กลับมาแข็งแรงได้ดีที่สุดก็คือ "ตัวเราเอง"
หนังสือที่จะทำให้เราเข้าใจว่าความอ่อนไหวไม่ใช่จุดอ่อนหรือความเปราะบาง แต่เป็นพลังวิเศษ และพรสวรรค์ที่ช่วยให้ประมวลผลโลกใบนี้ได้อย่างลึกซึ้งและมีประสิทธิภาพ ในเล่มนี้จะพาไปสำรวจโลกของ Highly Sensitive Person (HSP) หรือกลุ่มคนที่มีความอ่อนไหวง่ายเป็นพิเศษ ซึ่งมีสัดส่วนถึง 1 ใน 3 ของประชากรโลก ท่ามกลางโลกที่เร่งรีบและส่งเสียงดัง
สรุปประเด็นสำคัญจากหนังสือ
ความอ่อนไหวคือการตอบสนองไว ไม่ใช่ความอ่อนแอคนทั่วไปมักเข้าใจผิดว่าคนอ่อนไหวคือคนขี้แยหรือรับมือกับปัญหาไม่ได้ แต่ในทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยา ความอ่อนไหวคือ ความสามารถในการรับรู้ ประมวลผล และตอบสนองต่อสิ่งเร้าอย่างลึกซึ้ง สมองของคนกลุ่มนี้มีระบบประสาทที่เฉียบไว ทำให้พวกเขาสามารถสัมผัสถึงความงาม ความคิดสร้างสรรค์ และรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่คนอื่นอาจมองข้ามไปได้อย่างดีเยี่ยม
พรสวรรค์ 5 ข้อของคนอ่อนไหว
-ความเข้าอกเข้าใจลึกซึ้ง (Empathy): รับรู้และเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของคนรอบข้างได้อย่างรวดเร็วและล้นเหลือ
-การประมวลผลอย่างละเอียด (Deep Processing): ชอบใช้เวลาคิดทบทวน ไตร่ตรองข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ
-ตัดสินใจความคิดสร้างสรรค์ (Creativity): ดำดิ่งกับอารมณ์และจินตนาการ ทำให้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้ดี -ความไวต่อสิ่งแวดล้อม (Sensory Awareness): สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ของแสง สี เสียง หรืออุณหภูมิรอบตัว
-ความเชื่อมโยงที่แน่นแฟ้น (Connection): สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและมีความหมายกับผู้คนได้ดีกว่าคนที่ไม่อ่อนไหว
ข้อเสียและวิธีรับมือ
-ภาวะสิ่งเร้าท่วมท้น (Overstimulation): อึดอัดหรือสมองตื้อได้ง่ายเมื่ออยู่ในที่อึกทึก หนังสือแนะนำให้จัดสรรเวลาเงียบๆ เพื่อฟื้นฟูพลังงาน
-รู้ทันการถูกปั่นหัว (Gaslighting): คนอ่อนไหวมักโทษตัวเองบ่อยครั้งเมื่อถูกวิจารณ์ หนังสือแนะนำให้ใช้เครื่องมือช่วยแยกแยะเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการควบคุมอารมณ์จากผู้อื่น
-การตั้งขอบเขต (Boundaries): ฝึกปฏิเสธเพื่อไม่ให้แบกรับอารมณ์ลบของคนอื่นจนตัวเองหมดพลัง
เป็นเล่มที่เหมาะกับคนเซนซิทีฟ ชวนให้เลิกหลบซ่อน เลิกติตัวเอง และหันมายอมรับภูมิคุ้มกันทางอารมณ์อันละเอียดอ่อน เพื่อใช้มันนำทางชีวิตอย่างแข็งแกร่งในโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งเร้าใบนี้ค่ะ
เพราะความแตกต่างไม่ใช่ความผิดพลาด แต่คือความงดงามที่ทำให้เรามีเพียงคนเดียวในโลก ให้หนังสือเหล่านี้เป็นเพื่อนคอยปลอบโยนในวันที่รู้สึกแปลกแยกหรือหมดความมั่นใจ แล้วก้าวออกมาใช้ชีวิตในแบบที่เราเป็นอย่างภูมิใจในตัวเองกันนะคะ
ฝ่ายบริการสมาชิก The 1 หรือ The1 Call Center
ที่หมายเลข 02-660-1000 ได้ทุกวัน ตั้งแต่ 9.00 น. จนถึง 22.00 น. เพื่อแจ้งความประสงค์ขอยกเลิกการรับข้อมูลข่าวสาร
จะมีผลให้ส่วนลด พลังสะสมหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่ได้รับจะถูกยกเลิกในทันที และหากท่านกลับมาสมัครใหม่ในภายหลังจะถือเป็นสมาชิกใหม่
ของท่านจะถูกยกเลิกทันที หลังจากท่านกดยืนยัน