ใครไปงานหนังสือครั้งที่ผ่านมาแล้วยังไม่ได้เริ่มอ่านกองดองบ้างน้า วันนี้เราขอมารับทำหน้าที่นักป้ายยามือโปรให้เพื่อนๆ กันเช่นเคย และแน่นอนว่า เราเลือกหยิบเอาหนังสือที่เป็น Hidden Gem มาป้ายยาให้ทุกคนกันแบบจุกๆ 12 เล่ม บอกเลยว่าทุกเล่มคุ้มค่ากับการดอง เอ๊ย การอ่านมากๆ เผื่อใครยังช้อปที่งานไม่จุใจ อยากได้เล่มไหนเพิ่มก็มาช้อปออนไลน์กับ B2S ได้เลย ไม่พูดพร่ำทำเพลง ถ้าพร้อมแล้วเราไปอ่านรีวิวพร้อมกันได้เลย
เป็นหนังสือที่รวบรวมข้อคิดสั้นๆ เกี่ยวกับความจริงของชีวิตที่หลายคนมักหลีกเลี่ยงหรือหลอกตัวเองอยู่ เพื่อให้เราหยุดสร้างข้ออ้างและหันมาเผชิญหน้ากับความเป็นจริงอย่างตรงไปตรงมา เพราะผู้เขียนเชื่อว่า ถ้าเราซื่อสัตย์กับตัวเองได้มากเท่าไหร่ เราก็จะใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นเท่านั้น
1. การเลิกหลอกตัวเองและยอมรับความจริง
2. ความสัมพันธ์และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น
3. การจัดการอารมณ์และสติ
การควบคุมอารมณ์และตอบโต้สิ่งที่มาสะกิดใจให้น้อยลงจะช่วยให้เรามีสติในการรับมือกับความท้าทายได้ฉลาดขึ้น
4. มุมมองต่อเป้าหมายและชีวิต
เป็นเล่มที่อ่านง่าย เต็มไปด้วยถ้อยคำที่ตรงไปตรงมา บางหน้าอาจจะตรงถึงแทงใจดำ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันคือความจริงในชีวิตที่ยากจะหลีกเลี่ยง ใครอยากได้หนังสือที่มาเตือนสติแบบกระชากวิญญาณต้องเล่มนี้เลยค่ะ
รวม 35 ผลึกความคิดที่จะช่วยให้คุณตัดความยุ่งเหยิงในชีวิตออกไป เพื่อเปลี่ยนความซับซ้อนให้กลายเป็นความเรียบง่าย ในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การคิดให้ง่ายช่วยให้เราตอบรับการเปลี่ยนแปลงได้ทันท่วงที และสามารถมีชีวิตที่สงบสุขได้ด้วยการใช้ชีวิตอย่างไม่ซับซ้อนและเลิกติดกับแผนการที่สมบูรณ์แบบจนเกินไป เพราะโลกเปลี่ยนแปลงเร็ว ความยืดหยุ่นคือทางรอดที่แท้จริง
1. ความซับซ้อนคือกับดัก
เรามักเชื่อว่าเรื่องฉลาดๆ ต้องยาก แต่ความจริงคือ ความเรียบง่ายคือจุดสูงสุดของความฉลาด การคิดให้ง่ายช่วยให้เราตัดสินใจได้เร็วขึ้น และลดความเหนื่อยล้าทางสมอง
2. ศิลปะของการตัดออก
คนส่วนใหญ่ชอบแก้ปัญหาด้วยการบวกเพิ่ม เช่น ทำโปรเจกต์เพิ่ม, ซื้อของเพิ่ม หนังสือแนะให้ลองถามว่าเราตัดอะไรออกได้บ้าง เพื่อให้เหลือพื้นที่สำหรับสิ่งที่สำคัญจริงๆ
3. เลิกไล่ล่าความสมบูรณ์แบบ
ความสมบูรณ์แบบมักนำมาซึ่งความกลัวที่จะเริ่มต้น การคิดแบบ Simple คือการยอมรับว่าเราผิดพลาดได้ และเน้นการทำทันที ในรูปแบบที่ง่ายที่สุดก่อน แล้วค่อยปรับปรุงภายหลัง เพราะสุดท้ายแล้ว การมีความสุขไม่ใช่การเพิ่มสิ่งของหรือภาระ แต่คือความกล้าที่จะตัดสิ่งที่ไม่จำเป็น ทั้งความสัมพันธ์ที่เป็นพิษและสิ่งของที่เกินความจำเป็นออกไปค่ะ
เป็นหนังสือที่นำเสนอวิธีการ Manifest หรือการดึงดูดความสำเร็จอย่างเป็นระบบ โดยเน้นการผสมผสานหลักจิตวิทยาเข้ากับกฎแห่งแรงดึงดูด (Law of Attraction) เพื่อให้ใช้ได้ผลจริงในชีวิตประจำวัน ไม่ได้สอนเพียงแค่การฝันหรือเชื่อเท่านั้น แต่ผู้เขียนยังให้เครื่องมือและกระบวนการที่ชัดเจน สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงแบบไม่ขายฝัน
สำหรับใครที่อ่านงานเขียนของต่างชาติมาเยอะแล้ว อยากลองเปลี่ยนรสชาติอ่านขั้นตอนการ Manifest
ผลงานนักเขียนคนไทย เล่มนี้เป็นเล่มที่เรามองว่าน่าสนใจและน่าลองนำมาปรับใช้กับตัวเองเพื่อพิสูจน์ดู
สักครั้งค่ะ
ผลงานการเขียนหนังสือเล่มที่สองของคุณ ดิว วีรวัฒน์ วลัยเสถียร ผู้เขียนหนังสือสำเร็จนอกกรอบ โดยเล่มนี้มุ่งเน้นให้ผู้อ่านรู้จักการปล่อยวางสิ่งที่หนักเกินแบกในชีวิต เพื่อให้ใช้ชีวิตได้เบาลงและมีความสุขมากขึ้น
สำหรับหนังสือเล่มนี้ ไม่ได้สอนให้เราไม่แคร์อะไรเลย แต่สอนให้เลือกแคร์ในสิ่งที่ควรแคร์ เพราะในยุคที่เราอาจถูกกดดันให้สนใจทุกอย่างรอบตัว อาจทำให้เราลืมที่จะหันกลับมาทบทวนตัวเองไปบ้าง การช่างมันไปบ้างอย่างที่ชื่อหนังสือว่า อาจเป็นหนทางที่ทำให้เราได้หันหน้าเข้าหาใจตัวเองอีกครั้งก็ได้นะคะ
คิดว่านักอ่านหลายๆ คนน่าจะคุ้นตาและเคยเห็นโพสต์ทางช่องทางออนไลน์ต่างๆ แนะนำ พูดถึง และรีวิวเล่มนี้กันมาบ้างแล้ว สำหรับใครที่ยังลังเล มาค่ะเราจะเล่าให้ฟัง
เล่มนี้เป็นนิยายแนวระทึกขวัญจิตวิทยาที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามทั่วโลก ซึ่งตอนนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยเรียบร้อย และแน่นอนว่าก็ได้รับความนิยมมากๆ เช่นกันในหมู่นักอ่านชาวไทย จนล่าสุดก็ได้รับการสร้างเป็นภาพยนต์ไปเป็นที่เรียบร้อยค่ะ
เรื่องราวเล่าผ่าน มิลลี หญิงสาวที่พยายามเริ่มต้นชีวิตใหม่หลังจากเพิ่งพ้นโทษออกจากคุก เธอได้รับโอกาสเข้าทำงานเป็นสาวใช้ในคฤหาสน์สุดหรูของครอบครัววินเชสเตอร์ ซึ่งดูภายนอกเหมือนจะเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ โดยมิลลีต้องคอยรับใช้เจ้าของบ้านทั้งสองได้แก่ นีนา วินเชสเตอร์ ภรรยาผู้มักจะสติแตก อารมณ์แปรปรวน และคอยจะกลั่นแกล้งหรือหาเรื่องตำหนิมิลลีอยู่ตลอดเวลา ส่วน แอนดรูว์ วินเชสเตอร์ หนุ่มนักธุรกิจที่แสนดี สุภาพ และดูอบอุ่น ซึ่งทำให้มิลลีรู้สึกเห็นใจเขาที่ต้องทนอยู่กับภรรยาที่เอาแต่ใจเสมอ
หนังสือแบ่งเนื้อหาออกเป็นสองส่วนหลัก ซึ่งสร้างความตื่นเต้นด้วยการพลิกบทบาทของตัวละคร โดยครึ่งแรก เล่าผ่านมุมมองของมิลลี ที่ทำให้เราเผลอคิดไปว่านีนาคือตัวร้ายและแอนดรูว์คือเหยื่อ
ส่วนครึ่งหลัง หนังสือจะพลิกมุมมองมาเล่าฝั่งนีนา ซึ่งจะเปิดเผยว่าความจริงแล้ว ใครกันคือฆาตกรต่อเนื่องโรคจิต ที่ชอบกักขังและทรมานผู้หญิง
สำหรับจุดเด่นของหนังสือเล่มนี้ คือการเดินเรื่องที่เร็วและน่าติดตาม ทั้งยังมีการทิ้งปมไว้หลังบานประตูห้องนอนที่ชวนให้คนอ่านสงสัยตลอดเวลาอีกด้วย หากใครอ่านเล่มแรกแล้วติดใจ ตอนนี้หนังสือชุดนี้มีทั้งหมด 3 เล่ม ได้แก่ The Housemaid, The Housemaid's Secret และ The Housemaid Is Watching ซึ่งได้รับการแปลเป็นภาษาไทยแล้วทั้งหมด สามารถหามาอ่านไขคดีร่วมกับมิลลีกันได้ยาวๆ เลย
ผู้เช่าห้อง The Tenant เป็นผลงานระทึกขวัญแนวจิตวิทยาเล่มล่าสุดจาก ฟรีดา แมกแฟดเดน ผู้เขียนคนเดียวกับ เฮ้าส์เมด The Housemaid นั่นเอง
สำหรับเรื่องราวในเล่มนี้ เริ่มที่ เบลก พอร์เตอร์ ชายหนุ่มที่เคยมีชีวิตรุ่งโรจน์ต้องเผชิญกับวิกฤตตกงานกะทันหัน จนไม่มีเงินจ่ายค่าอพาร์ตเมนต์ เพื่อความอยู่รอดเขาจึงตัดสินใจเปิดห้องให้คนแปลกหน้าเช่าตามคำแนะนำของแฟนสาว เขาได้พบกับ วิทนีย์ หญิงสาวที่ดูสมบูรณ์แบบ ทั้งสวย เรียบร้อย และดูไร้พิษภัย แต่หลังจากเธอระบุตัวตนว่าเป็นผู้เช่าและย้ายเข้ามา ชีวิตของเบลกก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็นฝันร้าย มีกลิ่นเหม็นเน่าลึกลับจากห้องครัว และเสียงขยับเขยื้อนแปลกๆ กลางดึกที่คอยปลุกเขาเสมอ ทั้งสายตาของเพื่อนบ้านที่มองเขาเปลี่ยนไป และพฤติกรรมของวิทนีย์ที่เริ่มดูไม่น่าไว้วางใจ ราวกับว่าเธอไม่ได้มาเพียงเพื่อเช่าห้อง แต่ตั้งใจมาขุดคุ้ยความลับดำมืดบางอย่างที่เบลกพยายามซ่อนไว้
นิยายเล่มนี้เล่าผ่านมุมมองของตัวละครชายซึ่งต่างจากชุดเฮ้าส์เมด แต่ยังคงเอกลักษณ์ความปั่นหัวและความหวาดระแวงได้เป็นอย่างดี บวกกับการหักมุมซ้ำซ้อนตามสไตล์ฟรีดา ที่จะทำให้คนอ่านแบบเรา ตั้งคำถามกับทุกการกระทำของตัวละครจนถึงหน้าสุดท้าย
นิยายแนว Dark Fantasy ยอดนิยมจากปลายปากกาของ Holly Black ซึ่งเป็นเล่มแรกในไตรภาคชุด The Folk of the Air เรื่องราวเน้นหนักไปที่เกมการเมืองในราชสำนักแฟรี เล่ห์เหลี่ยม การทรยศ และความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน
เรื่องราวเล่าผ่าน จูด ดูอาร์ท เด็กสาวมนุษย์ที่พ่อแม่ถูกฆ่าตายตั้งแต่อายุเจ็ดขวบ และถูกพาตัวไปเลี้ยงดูในดินแดนแฟรีโดย มาด็อก ภูตจอมทัพผู้ที่เป็นคนลงมือฆ่าพ่อแม่ของเธอเอง
จูดเติบโตขึ้นท่ามกลางเหล่าภูตที่ดูถูกเหยียดหยามมนุษย์ โดยเฉพาะ เจ้าชายคาร์แดน เจ้าชายลำดับท้ายๆ ผู้เอาแต่ใจและโหดร้ายที่คอยกลั่นแกล้งเธอเสมอ เพื่อที่จะมีตัวตนและมีอำนาจในดินแดนที่ไม่ต้อนรับเธอ จูดจึงต้องเข้าไปพัวพันกับแผนการชิงบัลลังก์ที่เต็มไปด้วยความลับและการนองเลือด
สำหรับเล่มนี้ไม่ใช่แค่แนวรักวัยรุ่นทั่วไป แต่เน้นการวางแผน หักหลัง และการช่วงชิงอำนาจที่คาดเดาได้ยาก เป็นอีกเล่มที่สนุกจนวางไม่ลงเลยค่ะ
นิยายไทยร่วมสมัยที่เขียนโดยนักเขียนนามปากกา จิตจงกล หนังสือเล่มนี้ได้รับความนิยมอย่างมากจนกลายเป็นปรากฏการณ์ในวงการหนังสือไทย โดยเฉพาะในกลุ่มนักอ่านที่ชื่นชอบงานวรรณกรรมที่มีกลิ่นอายความเหงาและประเด็นสังคม
เรื่องราวของ "น้ำ" (น้ำสั่งฟ้า) ชายหนุ่มที่ประกอบอาชีพขายน้ำเต้าหู้และปาท่องโก๋แต่มีความหลงใหลในศิลปะ กับ "วิบวับ" ลูกชายนายก อบต. จอมเกเรที่หนีออกจากบ้านมาซ่อนตัวอยู่ในบ้านสีชมพู ซึ่งตั้งอยู่ติดกับบ้านของน้ำ ฉากหลังของเรื่องถ่ายทอดบริบทสังคมไทยปี พ.ศ. 2552 โดยเน้นพื้นที่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ที่ทำให้ผู้อ่านแบบเราๆ หวนนึกถึงอดีต
เรื่องราวในเล่มจะค่อยๆ เปิดเผยปมปัญหาทางจิตใจที่รุนแรงของตัวละคร รวมถึงอาการของ โรคหลายอัตลักษณ์ (DID) และนำไปสู่ตอนจบที่บีบหัวใจแต่ถูกมองว่าเป็นทางออกที่สวยงามที่สุดสำหรับพวกเขา อีกทั้งเนื้อหาในเล่มยังสอดแทรกการวิพากษ์สังคมไทยในยุคนั้น ทั้งเรื่องปิตาธิปไตย อคติทางเพศ ระบบพุทธศาสนา และความรุนแรงในครอบครัวที่หล่อหลอมให้ตัวละครรู้สึกว่าตนเองเป็นเพียงซากเดน
เป็นเล่มที่อาจจะเศร้าไปหน่อย แต่อ่านแล้วได้อะไรกลับมาคิดเยอะมาก แถมยังสะท้อนสังคม และพาเราย้อนอดีตไปในช่วงที่เรียกได้ว่าเป็นสมัยวัยรุ่นของใครหลายๆ คนอีกด้วยค่ะ
หนังสือที่ถ่ายทอดเรื่องราวลึกซึ้งในห้องบำบัดผ่านมุมมองที่หาอ่านได้ยาก โดยมุ่งเน้นให้เห็นว่านักจิตวิทยาก็เป็นมนุษย์ธรรมดาที่มีบาดแผลไม่ต่างจากคนทั่วไป โดยจะเล่าเรื่องราวแบบคู่ขนานผ่านเคสของคนไข้ 4-5 รายที่มีปัญหาชีวิตแตกต่างกันไป พร้อมๆ กับเรื่องราวของตัวผู้เขียนเองที่ต้องเผชิญกับวิกฤตชีวิตจนต้องไปพบนักจิตบำบัดเช่นกัน ทำให้เราจะได้เห็นทั้งมุมมองของผู้เขียนในฐานะ "ผู้บำบัด" ที่คอยช่วยเหลือคนอื่น และในฐานะ "ผู้รับการบำบัด" ที่ต้องเผชิญหน้ากับความอ่อนแอของตัวเอง
เล่มนี้ไม่ได้เป็นเพียงหนังสือจิตวิทยาเชิงวิชาการที่น่าเบื่อ แต่เขียนออกมาให้เราได้มองตัวเองสะท้อนอยู่ในตัวละครใดตัวละครหนึ่ง ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจ เรียนรู้ความหมายของการเป็นมนุษย์ และเป็นกำลังใจที่ดีสำหรับใครก็ตามที่กำลังรู้สึกแตกสลายหรือหลงทางในชีวิตตัวเอง เพราะการเริ่มเปิดใจคุยกับใครสักคน อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเยียวยาที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตไปตลอดกาลนั่นเอง
หนังสือขายดีที่เขียนโดย Anna Lembke จิตแพทย์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ที่จะพาเราสำรวจกลไกของสมองที่เสพติดความสุขในยุคที่เราเข้าถึงสิ่งเร้าได้ง่ายเกินไป เช่น โซเชียลมีเดีย อาหารฟาสต์ฟู้ด หรือการช้อปปิ้งออนไลน์และวิธีหาจุดสมดุลระหว่างความสุข และความเจ็บปวดเพื่อชีวิตที่มีความสุขอย่างยั่งยืน
เป็นหนังสือที่ทำให้เราเข้าใจว่า ในยุคที่เราสามารถเข้าถึงสิ่งเร้าที่ให้ความสุขได้ทันทีและตลอดเวลา การฝึกทำสิ่งที่ยากหรือทำให้ลำบากบ้าง ก็อาจเป็นผลดีมหาศาลต่อร่างกายของเรานะคะ
สำหรับเล่มนี้รู้จักกันในชื่อไทยคือ ด้วงกับเธอ เป็นนิยายวาย (Boy Love) แนวฟีลกู๊ดที่เน้นความอบอุ่นหัวใจและการพัฒนาความสัมพันธ์แบบค่อยเป็นค่อยไปของตัวละคร ผลงานของนักเขียน peachhplease ที่ถูกนำไปสร้างเป็นซีรีส์โทรทัศน์โดยค่าย Domundi นั่นเองค่ะ
เรื่องราวเล่าถึงชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยของตัวละครหลักสองคนที่มีบุคลิกต่างกันอย่างสิ้นเชิงของ ด้วง นักศึกษามัณฑนศิลป์ นิสัยร่าเริง สดใสเหมือนหมาโกลเด้น และจริงใจ เขาแอบชอบฉินตั้งแต่วันแรกที่พบกันในงานลอยกระทงของมหาวิทยาลัย และเดินหน้าจีบอย่างสม่ำเสมอนานเป็นปีๆ และ ฉิน นักศึกษาคณะดุริยางค์ ที่มีบุคลิกนิ่ง โลกส่วนตัวสูง และดูเข้าถึงยาก
เนื้อหาเน้นเล่าถึงความพยายามและความมั่นคงของด้วงที่คอยดูแลและเอาใจใส่ฉิน จนในที่สุดความสม่ำเสมอนี้ก็ทำให้ฉินผู้ที่เคยปิดกั้นตัวเองค่อยๆ ใจอ่อนและเปิดใจรับด้วงเข้ามาในชีวิต ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ได้เริ่มต้นด้วยความหวือหวา แต่เติบโตผ่านความเข้าใจและการสื่อสารที่ดีต่อกัน จนเปลี่ยนจากคนคุยเป็นแฟนในที่สุด
เป็นเรื่องราวที่ย่อยง่าย เน้นความสัมพันธ์ Green Flag และความอบอุ่นของครอบครัวทั้งสองฝ่ายที่ให้การยอมรับในตัวตนและความรักของทั้งคู่
นักอ่านอาจจะรู้จักในชื่อ #เจตนามาร์แน่ เป็นผลงานของนักเขียน peachhplease ซึ่งอยู่ในจักรวาลเดียวกันกับเรื่อง "not the best but still good (ด้วงกับเธอ)" โดยเรื่องนี้จะโฟกัสไปที่เรื่องราวของ เจตนา เพื่อนสนิทของด้วงนั่นเอง
เรื่องราวเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครสองคนที่มีมุมมองต่อความรักคล้ายกัน คือ เจตนา หนุ่มมัณฑนศิลป์ เพื่อนรักของด้วง ผู้ที่ไม่ศรัทธาในความรักและรักที่จะมีชีวิตโสด กับ มาร์วิส หนุ่มลูกครึ่งจีน-เกาหลี เรียนแฟชั่นดีไซน์ มีเสน่ห์ล้นเหลือและตั้งใจว่าตัวเองนั้นจะมีความสัมพันธ์แบบชั่วคราวเท่านั้น
ทั้งคู่เจอกันในผับและมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งเพียงชั่วข้ามคืนโดยตกลงกันว่าจะไม่รัก และไม่มีข้อผูกมัดใดๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความรู้สึกดีๆ ที่เกิดขึ้นในใจกลับทำให้เส้นที่ขีดไว้เริ่มพร่าเลือน
เรื่องนี้จะพาไปสำรวจความกลัวในการสูญเสียตัวตนเมื่อมีความรัก และการเรียนรู้ที่จะยอมรับว่าชีวิตที่มีอีกคนเข้ามานั้นมัน Better (ดีกว่าเดิม) อย่างไร
ไม่ว่างานหนังสือจะจัดขึ้นอีกกี่ปี แต่บรรยากาศที่คุ้นเคย กลิ่นกระดาษที่ลอยละล่อง และผู้คนที่เดินเบียดเสียดด้วยจุดหมายเดียวกันคือค้นหาหนังสือเล่มที่ใช่ ก็เป็นภาพที่ทำให้หนอนหนังสือแบบเราอดมีความสุข และปลื้มใจที่คนไทยยังให้คุณค่ากับการอ่านหนังสือ และงานหนังสืออาจไม่ใช่แค่สถานที่สำหรับซื้อขายกระดาษที่รวมเล่มกันอยู่ แต่มันคือพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจที่รอให้เราไปค้นพบ ไม่ว่าจะได้หนังสือติดมือกลับมาเพียงเล่มเดียว หรือได้กลับมาเต็มกระเป๋า แต่อย่างน้อยๆ โลกทัศน์ของเราจะกว้างขึ้นกว่าเดิมแน่นอน เพราะหนังสือทุกเล่มคือประตูสู่โลกใบใหม่ที่รอให้เราเปิดอ่านเสมอ
จนกว่าจะถึงงานหนังสือคราวหน้า อย่าลืมเคลียร์กองดองกันนะคะทุกคนนนนนน
ฝ่ายบริการสมาชิก The 1 หรือ The1 Call Center
ที่หมายเลข 02-660-1000 ได้ทุกวัน ตั้งแต่ 9.00 น. จนถึง 22.00 น. เพื่อแจ้งความประสงค์ขอยกเลิกการรับข้อมูลข่าวสาร
จะมีผลให้ส่วนลด พลังสะสมหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่ได้รับจะถูกยกเลิกในทันที และหากท่านกลับมาสมัครใหม่ในภายหลังจะถือเป็นสมาชิกใหม่
ของท่านจะถูกยกเลิกทันที หลังจากท่านกดยืนยัน