เพื่อนๆ คิดเหมือนเราไหมคะ ว่าหนังสือและดนตรีต่างก็ทำหน้าที่คล้ายกันอย่างหนึ่ง คือการพาเราหลบเร้นจากโลกความจริงเข้าไปสู่พื้นที่ของความรู้สึกปลอดภัย สบายใจ และมีความสุข และเมื่อตัวอักษรไร้เสียงบนหน้ากระดาษมาบรรจบกับท่วงทำนองที่ลงตัว ประสบการณ์การอ่านจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่สายตา แต่กลับสั่นสะเทือนไปถึงหัวใจ บทความนี้เราจึงขออาสามาจับคู่หนังสือที่ชอบกับบทเพลงที่ใช่ เพื่อสร้างบรรยากาศใหม่ๆ ให้กับการอ่านของเพื่อนๆ ในหน้าร้อนนี้กันค่ะ
ถ้าพร้อมจะชิลล์ไปด้วยกันแล้วล่ะก็ ไปอ่านรีวิวกันได้เล้ยยยย
นิยายแนว Coming of Age ที่บอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์และการเติบโตของเด็กหนุ่มที่ต่างมีบาดแผลในใจ เรื่องราวระหว่างเด็กชายชื่อ "ต้นทางรัก" ผู้มีบุคลิกแปลกแยกและเงียบขรึม เขามักจะใช้เวลาอยู่ในสวนลับ หลังโรงเรียนเพื่อตัดขาดจากโลกภายนอก เปรียบเสมือนการขังตัวเองไว้ในฟองอากาศที่ดูปลอดภัยแต่เปราะบาง
แต่ในที่สุดจุดเปลี่ยนเกิดขึ้น เมื่อเขาได้พบกับ "เติมใจ" เด็กชายผู้เปรียบเสมือนแสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาในโลกของเขา การพบกันของทั้งคู่ในสวนลับนำไปสู่การแบ่งปันความเงียบ บทสนทนาที่แสนพิเศษ และการเริ่มเปิดใจเชื่อมโยงกับโลกภายนอกอีกครั้ง
ประเด็นสำคัญของหนังสือ คือการเล่าเรื่องราวที่สะท้อนถึงบาดแผลทางใจและการเยียวยา เนื้อหามีการเล่าถึงความเจ็บปวดในอดีต, ภาวะทางใจที่ถูกกระทบกระเทือน (PTSD) และการพยายามมีชีวิตรอดในแต่ละวัน
อีกทั้งผู้เขียนยังใช้ดนตรีเป็นสื่อกลางในการร้อยเรียงเรื่องราว และใช้สัญลักษณ์ เช่น ฉลามครุย หรือใต้ท้องทะเลลึก เพื่อสะท้อนความเหงาและอารมณ์ของตัวละคร
สุดท้ายคือการเดินทางของตัวละครที่พยายามก้าวข้ามยาขม หรือปมใหญ่ในชีวิต เพื่อออกตามหาสายรุ้งและสีสันแห่งความสุข ในโลกที่เคยเป็นสีขาวดำ
โดยรวมแล้วหนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่มีการสะท้อนมวลอารมณ์ความเหงาออกมาได้อย่างงดงาม เนื้อหาอาจมีประเด็นที่หนักหน่วง เช่น ความตาย หรือการใช้ความรุนแรง แต่ในขณะเดียวกัน ก็แฝงไปด้วยความอ่อนโยนและการฮีลใจค่ะ
เพลงที่ใช่: รอยยิ้ม – Scrubb
สื่อถึงความสดใสของ "เติมเต็มใจ" ที่ได้ก้าวเข้ามาในสวนลับ เป็นเพลงฟังสบายที่ช่วยเติมความสว่างให้กับบรรยากาศที่เคยอึดอัด เปิดคลอไป เปลี่ยนบรรยากาศที่บ้านให้เป็นสวนที่แสนสดใสได้เลย
เป็นนวนิยายที่เล่าเรื่องราวความผูกพันอันไม่คาดฝันระหว่างมนุษย์ที่แบกรับความสูญเสียกับหมึกยักษ์ผู้ชาญฉลาด
โดยเล่าผ่านตัวละครเอก ชื่อ โทวา ซัลลิแวน หญิงม่ายวัย 70 ปีที่ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวหลังสามีเสียชีวิต และยังมีปมในใจเรื่อง เอริก ลูกชายที่หายตัวไปอย่างลึกลับที่ทะเลเมื่อ 30 ปีก่อน และมาร์เซลลัส หมึกยักษ์แปซิฟิกตัวใหญ่ที่อาศัยอยู่ในอควาเรียม เจ้าหมึกตัวนี้มีสติปัญญาล้ำเลิศ ช่างสังเกต และรู้ความลับของมนุษย์มากกว่าที่ใครจะคาดคิด
จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างคนกับหมึก เกิดขึ้นเนื่องจากโทวาทำงานเป็นพนักงานทำความสะอาดช่วงกลางคืนที่อควาเรียมชื่อโซแวลแบคย์ เธอได้ช่วยชีวิตมาร์เซลลัสที่แอบออกมานอกตู้จนติดพันสายไฟ ทั้งคู่จึงเริ่มสร้างมิตรภาพที่เงียบเชียบแต่ลึกซึ้งผ่านการสื่อสารที่ไร้คำพูด
มาร์เซลลัสทำหน้าที่เป็น นักสืบใต้น้ำ ที่พยายามรวบรวมเบาะแสจากสิ่งของต่างๆ ที่จมอยู่ใต้ก้นตู้หรือที่เก็บมาได้ เพื่อพยายามช่วยโทวาค้นหาความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอดีตที่พรากลูกชายของเธอไป
นวนิยายเล่มนี้จะพาเราไปสำรวจหัวใจที่เต็มไปด้วยความเหงา ความเศร้าโศกจากการสูญเสีย และการยอมรับความจริง โดยเล่าผ่านมุมมองสลับกันระหว่างโทวา มาร์เซลลัส และตัวละครอื่นๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่ามิตรภาพสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ และบางครั้งคำตอบที่เราตามหามาตลอดชีวิตอาจอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด เป็นเล่มที่ได้รับความนิยมอย่างมากเนื่องจากนำเสนอเรื่องราวที่อบอุ่นหัวใจ และมีมุมมองที่แปลกใหม่ผ่านความคิดของหมึกยักษ์
เพลงที่ใช่: ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ - ลุลา Feat. ซิน
เพลงที่ให้ความหวังและสื่อว่าความมหัศจรรย์เกิดขึ้นได้เสมอ เหมือนกับที่การพบกันของโทวา มาร์เซลลัส มาช่วยคลี่คลายปริศนาและนำความสุขกลับมาสู่ชีวิตอีกครั้ง
นิยายแนวฮีลใจที่เล่าเรื่องราวของความหวังและการเห็นคุณค่าในสิ่งที่มีตำหนิ เล่าผ่านตัวละครเอกชื่อ อุมิกะ เด็กสาวที่เพิ่งเรียนจบมัธยมปลาย ถูกแม่ทิ้งให้เผชิญโชคชะตาเพียงลำพัง พร้อมกับมรดกที่เป็นร้านอาหารเก่าๆ ชื่อร้าน สึโบะ หรือครัวลมทะเลและหนี้สินก้อนโต
อุมิกะได้พบกับ ไอ เด็กหญิงวัย 12 ปีที่ใช้ชีวิตตัวคนเดียว ทั้งคู่ตัดสินใจร่วมมือกันเปิดร้านอาหารอีกครั้งเพื่อความอยู่รอด โดยจุดเด่นของร้านคือการใช้วัตถุดิบที่มีตำหนิ หรือของที่ตลาดไม่ต้องการ เช่น ปลาหมึกหนวดขาด หรือมะเขือเทศรูปร่างบิดเบี้ยว มาปรุงเป็นอาหารที่เลิศรส
หนังสือเปรียบเปรยวัตถุดิบที่มีตำหนิเหล่านี้กับผู้คนที่มีบาดแผลในใจ หรือคนที่รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า เพื่อบอกว่าแม้จะมีตำหนิ แต่หากมีใครสักคนที่เห็นคุณค่าเราจากใจ ก็สามารถกลับมามีความหมายและเปล่งประกายได้อีกครั้ง
นิยายเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์จริง ที่ผู้เขียนได้พบเจ้าของร้านอาหารในฮาวายซึ่งเลือกซื้อมะเขือเทศที่มีตำหนิมาใช้ปรุงอาหารที่ร้าน เพราะเชื่อว่าพวกมันไม่ได้ถูกปลูกขึ้นมาเพื่อถูกทิ้งนั่นเองค่ะ
เพลงที่ใช่: Scars to Your Beautiful - Alessia Cara
เพลงที่พูดถึงความงามที่มาจากรอยแผลและตำหนิ ตรงกับใจความสำคัญของเรื่องที่ว่า "ความงดงามมีตำหนิ" ก็มีคุณค่าในตัวเองเช่นกัน
วรรณกรรมเยาวชนที่อบอุ่นหัวใจ เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับมิตรภาพและการรอคอยผ่านการเขียนจดหมาย เรื่องเริ่มจาก ครูวาฬ หรือ วาฬผู้เฒ่า ที่อาศัยอยู่เพียงลำพังที่แหลมวาฬ เขาจึงตัดสินใจเขียนจดหมายแนะนำตัวส่งออกไปโดยฝากไปรษณีย์แมวน้ำให้นำไปส่งยังน่านน้ำที่ไกลออกไป เพื่อคลายความโดดเดี่ยวในหัวใจ
จากนั้นไม่นาน มีจดหมายตอบกลับฉบับแรกมาจาก วาริ วาฬตัวน้อยที่อาศัยอยู่อีกด้านของขอบฟ้า การโต้ตอบผ่านจดหมายทำให้ครูวาฬได้รู้จักกับเพื่อนใหม่ๆ และได้รับรู้เรื่องราวที่น่าสนใจในต่างแดนมากมาย
เมื่อครูวาฬทราบว่า วาริเป็นหลานของเพื่อนสนิทในอดีตที่เคยแข่งกีฬาด้วยกัน เขาจึงเกิดไอเดียที่จะจัดงาน โอลิมปิกแหลมวาฬขึึ้นมาอีกครั้ง งานกีฬาครั้งนี้กลายเป็นจุดรวมตัวของสัตว์หลากหลายสายพันธุ์ เช่น แมวน้ำที่มาแข่งว่ายน้ำ และเพนกวินที่มาแข่งเดินเร็ว มิตรภาพที่เริ่มต้นจากตัวหนังสือบนกระดาษ จึงกลายเป็นการพบกันจริงๆ ที่เต็มไปด้วยความสนุกและซาบซึ้ง
เป็นวรรณกรรมเล่มแรกที่เหมาะสำหรับเด็กๆ ที่เริ่มเปลี่ยนจากการอ่านนิทานมาเป็นหนังสือที่มีเนื้อหาขยายความมากขึ้น อีกทั้งยังสอนให้เห็นคุณค่าของการรอคอย และความงดงามของมิตรภาพระหว่างวัยและต่างสายพันธุ์ค่ะ
เพลงที่ใช่: จดหมายจากความเหงา - ป๊อด ธนชัย
เพลงนี้ตรงกับจุดเริ่มต้นของเรื่องที่ครูวาฬเขียนจดหมายเพราะความเหงา แต่สุดท้ายจดหมายนั้นก็นำพาความอบอุ่นมาแก่หัวใจได้นั่นเองค่ะ
วรรณกรรมเยาวชนระดับโลกจากญี่ปุ่นที่เล่าเรื่องราวการก้าวข้ามวัย ผ่านการเผชิญหน้ากับความสงสัยเรื่องความตาย เล่าถึงเรื่องราวของเด็กชายชั้น ป.6 สามคน ได้แก่ คิยามะ, ยามาชิตะ และคาวาเบะ ที่เริ่มสนใจใคร่รู้เรื่อง ความตาย หลังจากหนึ่งในกลุ่มได้ไปงานศพของญาติ พวกเขาจึงวางแผนสังเกตการณ์ ชายชราคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ลำพังและดูท่าทางใกล้จะเสียชีวิต เพื่ออยากเห็นวินาทีที่ความตายมาเยือน
ในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน พวกเขาเฝ้าดูชายชราวันแล้ววันเล่า แต่แทนที่ชายชราจะเสียชีวิต เขากลับเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นเพราะการปรากฏตัวของเด็กๆ จนในที่สุดการสอดแนม ก็แปรเปลี่ยนเป็นความผูกพัน จากแผนการสอดแนมสู่มิตรภาพ ทั้งสี่คนทำกิจกรรมร่วมกันมากมาย เช่น ช่วยกันถางหญ้า ปลูกดอกคอสมอส กินแตงโม และไปดูดอกไม้ไฟ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ช่วยเยียวยาบาดแผลในใจของคุณตาจากอดีตช่วงสงคราม และช่วยให้เด็กๆ เติบโตขึ้นอย่างมีความสุข
เมื่อฤดูร้อนสิ้นสุดลง เด็กๆ ได้สัมผัสกับความหมายของความตายจริงๆ แต่คราวนี้ไม่ใช่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเหมือนตอนแรก แต่เป็นการเรียนรู้ที่จะยอมรับความจริงว่าชีวิตไม่อาจคงอยู่ตลอดไป ทว่าความรักและความทรงจำจะไม่มีวันสูญสลาย
จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้คือ การถ่ายทอดมุมมองใสซื่อของเด็กๆ ต่อเรื่องที่หนักอึ้งอย่างความตาย ได้อย่างงดงามและอบอุ่น อีกทั้งยังได้รับรางวัลระดับนานาชาติมากมาย และถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์และละครเวทีในหลายประเทศอีกด้วยค่ะ
เพลงที่ใช่: ช่วงที่ดีที่สุด - Boyd-Pod
สื่อถึงช่วงเวลาล้ำค่าที่ได้ใช้ร่วมกับใครสักคน แม้จะเป็นเพียงช่วงสั้นๆ อย่างหนึ่งฤดูร้อน แต่มันคือช่วงเวลาที่หล่อหลอมตัวตนของเด็กทั้ง 3 คนจากในเรื่อง
หนังสือแนวความเรียงและวรรณกรรมที่ใช้สัญลักษณ์ของดอกทานตะวัน มาถ่ายทอดเรื่องราวการเติบโตและการเยียวยาจิตใจ เนื้อหาในเล่มนี้เปรียบเสมือนบันทึกการเดินทางของชีวิตที่ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก โดยมีประเด็นสำคัญได้แก่
-การสูญเสียและการประกอบใหม่ โดยเล่าเรื่องราวของการถูกทำร้ายหรือความผิดหวังที่เปรียบเหมือนการถูกทำให้ตาย แล้วต้องใช้มือเปล่าค่อยๆ ประกอบตัวเองขึ้นมาใหม่
-การเลิกไล่ตามสิ่งที่ทำร้ายเรา เปรียบจากเดิมที่เป็นทานตะวันที่เฝ้าหันหน้าตามแสงอาทิตย์ทุกวันจนเหนื่อยล้า หนังสือสะท้อนถึงการเติบโตจนเป็นทานตะวันที่แข็งแรงพอที่จะหันหน้าไปตามทางของตนเอง และรอคอยแสงสว่างในเวลาที่เหมาะสม
-การค้นหาคุณค่าในตัวเอง มุ่งเน้นให้คนที่กำลังสิ้นศรัทธาในสิ่งภายนอก (ดวงอาทิตย์) หันกลับมาศรัทธาและให้ความสำคัญกับตัวเอง
-ความเข้มแข็ง และสามารถเติบโตได้ในดินที่เลวร้าย ช่วยส่งต่อพลังใจให้ผู้อ่านแข็งแกร่งแม้จะต้องเติบโตในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายหรือดินที่เป็นพิษ
จุดเด่นของหนังสือ คือภาษาที่กินใจ ใช้ถ้อยคำเรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฮีลใจ หรือเพิ่มพลังบวกให้ตัวเองในวันที่อ่อนแอ อีกทั้งยังมีการการใช้สัญลักษณ์ เป็นเชิงเปรียบเทียบอารมณ์ความรู้สึกกับฤดูกาลและการเปลี่ยนแปลงของดอกไม้ ทำให้ผู้อ่านเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกได้ง่าย
หนังสือเล่มนี้เหมาะกับผู้อ่านที่กำลังเผชิญกับอุปสรรค ความสูญเสีย หรือรู้สึกไม่ถูกให้ความหมาย เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กล้าที่จะเติบโตและสวยงามในแบบของตัวเองนั่นเองค่ะ
เพลงที่ใช่: ทานตะวัน - Sirimongkol
แม้ทำนองจะดูนุ่มนวล แต่เนื้อหาพูดถึงความเหนื่อยล้าของการเป็นทานตะวันที่เฝ้ามองดวงอาทิตย์ที่ไม่เคยหันมามองเราเลย ตรงกับคอนเซปต์หลักของหนังสือที่พูดถึงการเลิกคาดหวัง
หวังว่าเพื่อนๆ จะถูกใจหนังสือและเพลงที่เราเลือกมาให้ในบทความนี้ อย่างไรก็ตาม การจับคู่หนังสือและเพลงอาจไม่ใช่แค่เรื่องของจังหวะหรือเนื้อหาที่ตรงกันเสมอไป แต่มันคือการสร้างความทรงจำร่วมระหว่างตัวอักษรและเสียงดนตรี เมื่อเวลาผ่านไป เพียงแค่คุณได้ยินโน้ตตัวแรกของเพลงนั้น ภาพของตัวละครและอารมณ์ในหน้ากระดาษจะหวนกลับมาแจ่มชัดอีกครั้ง แล้วเพื่อนๆ ล่ะคะ มีเพลงไหนที่กลายเป็นแทร็กประจำหนังสือเล่มโปรดในใจแล้วหรือยัง
ฝ่ายบริการสมาชิก The 1 หรือ The1 Call Center
ที่หมายเลข 02-660-1000 ได้ทุกวัน ตั้งแต่ 9.00 น. จนถึง 22.00 น. เพื่อแจ้งความประสงค์ขอยกเลิกการรับข้อมูลข่าวสาร
จะมีผลให้ส่วนลด พลังสะสมหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่ได้รับจะถูกยกเลิกในทันที และหากท่านกลับมาสมัครใหม่ในภายหลังจะถือเป็นสมาชิกใหม่
ของท่านจะถูกยกเลิกทันที หลังจากท่านกดยืนยัน