เมื่อโตขึ้นจนรู้สึกว่าวันเวลาเหมือนจะเร่งสปีดขึ้นอย่างจงใจ ชาว Gen X, Gen Y หลายคนอาจจะเริ่มมองว่าความสำเร็จที่เคยวิ่งไล่อาจมีความสำคัญน้อยลง เมื่อเทียบกับ 'ร่างกายที่แข็งแรง' และ 'จิตใจที่สงบนิ่ง' บางคนเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพทั้งกายและใจ บางคนอาจจะมองหาหนทางพัฒนาชีวิตของตัวเองในทุกด้านมากขึ้นกว่าเดิม
สำหรับหนังสือที่เราเลือกมาแนะนำสำหรับพี่ ๆ Gen X, Gen Y ในบทความนี้ เลยจะไม่เพียงแค่ให้ความรู้ แต่ยังเป็นคู่มือซ่อมแซมชีวิต ที่จะช่วยให้สามารถก้าวเดินต่อไปในยุคที่ทุกอย่างมันยากกว่าที่เคยเป็นมาได้อย่างมีความสุขและความสงบในจิตใจค่ะ ถ้าพร้อมแล้ว ไปอ่านรีวิวป้ายยากันได้เลย
หนังสือเล่มนี้เปรียบเสมือน "เพื่อนที่คอยเตือนสติ" ให้เราใจดีกับตัวเองมากขึ้น และค้นพบว่าความสุขที่แท้จริงอาจอยู่ตรงหน้าเราเสมอ เพียงแค่เราใช้ชีวิตให้ช้าลงพอที่จะสังเกตเห็นมัน เขียนโดย แฮมิน ซูนิม (Haemin Sunim) พระภิกษุชาวเกาหลีใต้ เนื้อหานำเสนอแนวคิดในการใช้ชีวิตผ่านปรัชญาพุทธศาสนานิกายเซนที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง เพื่อช่วยให้ผู้คนพบความสงบในโลกที่เร่งรีบ
โลกคือเงาสะท้อนของจิตใจ: หนังสือชวนตั้งคำถามว่า "เป็นโลกหรือจิตใจของเรากันแน่ที่วุ่นวาย" หากเราหยุดนิ่งและมีสติมากพอ เราจะพบว่าความวุ่นวายส่วนใหญ่เกิดจากการที่เราเร่งรีบวิ่งตามโลกจนมองข้ามสิ่งสำคัญรอบตัว
การอยู่กับปัจจุบัน: ชวนให้เห็นความสำคัญของการหยุดพักและมองชีวิตในปัจจุบันขณะ การชะลอชีวิตลงจะช่วยให้เราเห็นความจริงที่มักถูกมองข้าม
ความสัมพันธ์และการให้อภัย: สอนให้รักโดยไม่พยายามเปลี่ยนแปลงอีกฝ่าย รู้จักรับฟัง และให้อภัยทั้งต่อตนเองและผู้อื่นเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่อ่อนโยน
การจัดการอารมณ์: ชี้ให้เห็นถึงการรู้เท่าทันอารมณ์ตนเอง และการอยู่กับอารมณ์เหล่านั้นอย่างอ่อนโยน แทนที่จะพยายามกดทับหรือปฏิเสธ
เป็นเล่มที่เหมาะกับการอ่านเพื่อพักใจ ลดอัตราความเร็วในการใช้ชีวิตท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ให้เราได้กลับมาเห็นถึงคุณค่าและโฟกัสที่ประสบการณ์ระหว่างทางมากกว่าจุดหมายปลายทางเพียงอย่างเดียวค่ะ
เป็นธรรมดาที่พออายุมากขึ้น ร่างกายก็จะมีความเสื่อมไปบ้างตามการใช้งานและกาลเวลา หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่จะมาช่วยให้เราทำความเข้าใจและสนิทกับร่างกายมากขึ้นโดยนำเสนอแนวคิดสุขภาพแบบใหม่ที่เรียกว่า "เวชศาสตร์ที่ยึดกล้ามเนื้อเป็นศูนย์กลาง" (Muscle-Centric Medicine)
-เปลี่ยนจุดโฟกัส: ปัญหาไม่ใช่ "ไขมันเกิน" แต่คือ "กล้ามเนื้อขาด"
ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่มัวแต่กังวลเรื่องการลดไขมัน แต่ละเลยการดูแลกล้ามเนื้อ ความเสื่อมถอยของสุขภาพและความชราไม่ได้เกิดจากอายุที่มากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการปล่อยให้กล้ามเนื้อฝ่อหรือน้อยเกินไป (Under-muscled) ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ และอัลไซเมอร์
-กล้ามเนื้อคือ "อวัยวะที่มีชีวิต" ที่ใหญ่ที่สุด
กล้ามเนื้อไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามหรือพละกำลัง แต่เป็นอวัยวะไร้ท่อ (Endocrine Organ) ที่ใหญ่ที่สุดของร่างกาย มีหน้าที่สำคัญคือ ช่วยควบคุมระบบเผาผลาญ, หลั่งสารเคมีที่ช่วยลดการอักเสบและเสริมการทำงานของสมอง และทำหน้าที่เป็นระบบภูมิคุ้มกันสำรอง ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวจากอาการป่วยได้เร็วขึ้น
-โปรตีนคือ "ยา" (Nutritional Medicine)
หนังสือเน้นย้ำเรื่องโภชนาการที่เน้นโปรตีนเป็นหลักเพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อ โดยการแนะนำให้กินโปรตีนคุณภาพสูงในปริมาณที่เพียงพอ โดยเฉพาะในมื้อแรกของวัน เพื่อกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อ ทั้งยังแนะนำให้เลือกโปรตีนจากแหล่งที่ดี เช่น ไข่ ปลา และเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เพื่อรับกรดอะมิโนที่จำเป็นครบถ้วน
-การออกกำลังกายแบบแรงต้าน (Resistance Training)
การออกกำลังกายที่สำคัญที่สุดเพื่ออายุที่ยืนยาวคือ การฝึกกล้ามเนื้อ (Strength Training) จะสามารถช่วยยับยั้งการสูญเสียกล้ามเนื้อตามวัย แค่ทำอย่างสม่ำเสมอ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ก็เพียงพอที่จะกระตุ้นการเผาผลาญและรักษามวลกล้ามเนื้อไว้ได้
เมื่อเรามีมวลกล้ามเนื้อที่แข็งแรง การเปลี่ยนแปลงที่ดีกับร่างกายก็จะตามมา ไม่ว่าจะเป็น ระดับน้ำตาลในเลือดสมดุลขึ้น, ลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน, มีพลังงานมากขึ้นในแต่ละวัน, สมองปลอดโปร่ง, ความจำดีขึ้น รูปร่างดีขึ้นจากการเผาผลาญไขมันที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม สรุปคือ หากต้องการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ สิ่งเดียวที่ลดไม่ได้และต้องเพิ่ม คือ กล้ามเนื้อนั่นเองค่ะ
เป็นหนังสือที่รวบรวมชีวประวัติและบทเรียนล้ำค่าจากเหล่านักปราชญ์สโตอิกในอดีต ไม่ว่าจะเป็น
-เซเนกา (Seneca): สอนเรื่องการใช้เวลาให้คุ้มค่าและการเผชิญหน้ากับความตายอย่างสงบ
-มาร์กุส ออเรลิอุส (Marcus Aurelius): จักรพรรดิผู้สอนเรื่องการรักษาความสงบภายในจิตใจท่ามกลางความวุ่นวายของอำนาจและสงคราม
-เอพิกเตตัส (Epictetus): อดีตทาสผู้พิการที่สอนว่า "อิสรภาพที่แท้จริงคือการควบคุมจิตใจตนเอง"
-ซีโน (Zeno): ผู้ก่อตั้งลัทธิที่เน้นความสอดคล้องกับธรรมชาติและการยอมรับความจริง
เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตในยุคปัจจุบัน หนังสือเล่มนี้ไม่ได้สอนให้เราเพิกเฉยต่อทุกสิ่ง แต่สอนให้เรา "เลือก" สนใจในสิ่งที่สำคัญกับชีวิตจริง ๆ
-แยกแยะสิ่งที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้: โฟกัสกับสิ่งที่เราควบคุมได้ นั่นคือความคิดและจิตใจของเรา
-การมีสติอยู่กับปัจจุบัน: ไม่จมปลักกับความผิดพลาดในอดีต หรือกังวลกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง
-ความอดทนและการเผชิญหน้ากับอุปสรรค: มองว่าอุปสรรคคือโอกาสในการฝึกฝนตนเอง
-การใช้ชีวิตอย่างมีจริยธรรม: เน้นความกล้าหาญ ความยุติธรรม ความมีวินัย และความรอบรู้
คำว่า "ช่างแม่ง" ในบริบทที่หนังสือหมายถึง คือการไม่ยอมให้สิ่งภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้มาทำลายความสงบสุขในใจ และหันมาทุ่มเทพลังงานให้กับสิ่งที่เราทำได้จริง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและจิตใจให้แข็งแกร่งขึ้น
หนังสือเล่มนี้เต็มไปด้วยแนวคิดการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง เพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจให้ผู้อ่านในวันที่เหนื่อยล้า เขียนโดย นพ. นะกะมุระ สึเนะโกะ จิตแพทย์ชาวญี่ปุ่นวัยกว่า 90 ปี ร่วมกับ นพ. โอะกุดะ เล่มนี้เหมาะกับใครที่กำลังรู้สึกว่าถึงเวลาที่ต้องใจดีกับตัวเองมากขึ้นอีกนิด ตั้งสติกับการใช้ชีวิตมากขึ้นอีกหน่อย และปล่อยให้ตัวเองได้มีความสุขกับการใช้ชีวิตมากขึ้น
-ลดความคาดหวังและเลิกเปรียบเทียบ
อย่าหวังสูงเกินไป: ความเครียดมักเกิดจากความคาดหวัง เมื่อไม่ได้ดั่งใจจะเกิดทุกข์ การทำหน้าที่ในปัจจุบันให้ดีที่สุดโดยไม่ยึดติดกับผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบจะช่วยให้ใจสงบขึ้น
เลิกแข่งกับใคร: หยุดนำชีวิตตัวเองไปเปรียบเทียบกับผู้อื่น เพราะแต่ละคนมีจังหวะชีวิตที่ต่างกัน
-ศิลปะแห่งการ "ช่างมัน" และการทิ้งระยะห่าง
ปล่อยวางสิ่งที่ควบคุมไม่ได้: ชีวิตไม่จำเป็นต้องซับซ้อน อะไรที่ไม่สำคัญหรือสร้างความทุกข์ ให้ทิ้งระยะห่างออกมา
นอนก่อนค่อยคิด: หากเจอเรื่องหนักใจ ให้เลือกพักก่อน เพราะสมองที่เหนื่อยล้าไม่สามารถหาทางออกที่ดีได้
-อยู่กับปัจจุบันอย่างอ่อนน้อม
ไม่พยายามเปลี่ยนคนอื่น: ยอมรับความจริงว่าเราเปลี่ยนใครไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือการเปลี่ยนมุมมองและปฏิกิริยาของตัวเอง
ความเรียบง่ายคือความสุข: การกลับมาโฟกัสที่ความสุขเล็กๆ ในแต่ละวัน
-พลังของคำว่า "เดี๋ยวมันก็ผ่านไป"
ไม่ว่าอุปสรรคจะดูใหญ่หลวงเพียงใด ให้เตือนตัวเองเสมอว่าทุกอย่างเป็นเรื่องชั่วคราว การรักษาใจให้เป็นปกติในช่วงเวลาที่ยากลำบากคือกุญแจสำคัญของการใช้ชีวิตให้ยาวนานอย่างมีความสุข
เป็นหนังสืออีกเล่มที่อ่านง่าย แต่ได้อะไรให้กลับมาขบคิดเยอะ สอนให้เรา "ใจดีกับตัวเอง" และยอมรับความเป็นจริงของชีวิตที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบเสมอไป เพื่อให้เราสามารถก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง ท่ามกลางโลกที่วุ่นวายค่ะ
หนังสือที่ชวนให้ผู้อ่านทำความรู้จักและเผชิญหน้ากับความทุกข์อย่างตรงไปตรงมาเพื่อที่จะ "ทุกข์น้อยลง" หรือไม่ทุกข์กับเรื่องเดิมซ้ำๆ อีกต่อไป เขียนโดยนักเขียนไทยที่หลายคนน่าจะคุ้นชื่อกันดีอย่าง คุณ นิ้วกลม
(สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์) บอกเลยว่า ใครไม่อยากทุกข์ซ้ำซากอ่านเล่มนี้เลยค่ะ
ก่อนอื่นขอพาไปทำความเข้าใจความหมายของคำว่า "ครั้งสุดท้าย" ในหนังสือเล่มนี้กันก่อนค่ะ เพราะไม่ได้หมายความว่าเราอ่านจบปุ๊บ จะไม่มีความทุกข์เกิดขึ้นอีกเลยในชีวิต แต่หมายถึงเราจะทุกข์เพราะเรื่องนั้น เป็นครั้งสุดท้าย เพราะเมื่อเรามีสติจะพิจารณาจนเห็นความจริงและเข้าใจสิ่งนั้น มันก็จะไม่สามารถสร้างความทุกข์ให้เราได้อีกซ้ำสองนั่นอง
ทุกข์เกิดจากการยึดติด: ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่าความสูญเสีย ความเจ็บป่วย หรือความล้มเหลวอาจเกิดขึ้นได้เสมอ แต่ใจเราจะทุกข์หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความยึดติด หากปล่อยวางได้ก็ไม่ทุกข์
การฝึกฝนตนเอง: ความสามารถในการวางความทุกข์เป็นทักษะที่ฝึกฝนได้
ขอบคุณความทุกข์: มองว่าความทุกข์เป็นบทเรียนที่ช่วยให้เราเกิดปัญญาและเห็นทางออกจากทุกข์ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นจึงมีแง่มุมที่ "ดีเสมอ"
สิ่งที่น่าสนใจมาก ๆ ในเล่มนี้คือ การใช้ธรรมะประยุกต์ มีการหยิบยกหลักการทางพุทธศาสนา เช่น มรรค 8 มาอธิบายในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เหมาะสำหรับคนที่กำลังรู้สึกหนักอึ้งกับปัญหาชีวิตและต้องการปลดโซ่จากตุ้มน้ำหนักแห่งทุกข์ เพื่อเริ่มต้นชีวิตที่เบาสบายและเป็นสุขยิ่งขึ้นค่ะ
หนังสือที่ชวนให้เรามองเห็นคุณค่าของชีวิต และชวนให้รู้จักกับแนวทางการใช้ชีวิตด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจ (Gratefulness) เพื่อเปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อโลกและสร้างความสุขจากภายใน
อันดับแรก ผู้เขียนจะพาเราไปทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างความซาบซึ้งใจกับความรู้สึกขอบคุณ โดย Gratitude (การขอบคุณ) มักขึ้นอยู่กับ "สิ่งที่ได้รับ" หรือเหตุการณ์ดีๆ ที่เกิดขึ้น (เป็นปฏิกิริยาต่อสิ่งภายนอก) ส่วนความหมายของคำว่า Grateful Living (การอยู่อย่างซาบซึ้ง) คือ "ทัศนคติ" ที่เราเลือกที่จะมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่ "มีอยู่" โดยไม่ต้องรอให้มีเรื่องพิเศษเกิดขึ้น
โดยขั้นตอนของการฝึกฝนประกอบไปด้วย 5 วิธี ได้แก่
-ตระหนักว่าการมีชีวิตอยู่เป็นเรื่องอัศจรรย์ ไม่ใช่สิทธิที่ต้องได้มา
-แม้ในความยากลำบาก ก็มีบทเรียนหรือโอกาสให้เติบโตเสมอ
-เลิกโฟกัสที่ "ความขาดแคลน" แล้วหันมามองสิ่งที่มีอยู่จริงในปัจจุบัน
-เราไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว การรู้สึกซาบซึ้งใจช่วยให้เราเห็นสายสัมพันธ์ระหว่างเรากับผู้อื่นและธรรมชาติรอบ ๆ ตัวมากขึ้น
-ความซาบซึ้งใจที่แท้จริงต้องแสดงออกผ่านการกระทำที่ส่งต่อความปรารถนาดีไปยังผู้อื่นด้วยการลงมือทำ
เป็นหนังสือที่เหมาะกับคนที่กำลังรู้สึกว่า กำลังวิ่งไล่ล่าความสุขจนเหนื่อย ลองเปลี่ยนมาเป็นการมองเห็นความสุขที่วางอยู่ตรงหน้า และมองโลกตามความจริงด้วยสายตาที่ "เห็นคุณค่า" เพื่อให้เราไม่พลาดของขวัญล้ำค่าที่อยู่กับเรามาตลอด
เมื่อปิดหน้ากระดาษลงและเงยหน้าขึ้นมองความจริง เราจะพบว่าความสุขในวัยที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่การครอบครองโลกทั้งใบ แต่คือการมีความแข็งแรงทางกาย และมีความสงบทางใจที่ไม่มีใครพรากไปได้ สุดท้ายคือมีความเข้มแข็งพอที่จะโอบกอดทุกเรื่องราวที่ผ่านเข้ามา ขอให้ตัวอักษรในหนังสือเหล่านี้ เป็นแสงนำทางให้ชาวปีลึกทุกคน ได้พบ 'ชีวิตที่ลงตัว' ในแบบของตัวเองนะคะ
ขอให้อ่านหนังสืออย่างมีความสุขและสนุกในทุกการพลิกหน้ากระดาษค่ะ
ฝ่ายบริการสมาชิก The 1 หรือ The1 Call Center
ที่หมายเลข 02-660-1000 ได้ทุกวัน ตั้งแต่ 9.00 น. จนถึง 22.00 น. เพื่อแจ้งความประสงค์ขอยกเลิกการรับข้อมูลข่าวสาร
จะมีผลให้ส่วนลด พลังสะสมหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่ได้รับจะถูกยกเลิกในทันที และหากท่านกลับมาสมัครใหม่ในภายหลังจะถือเป็นสมาชิกใหม่
ของท่านจะถูกยกเลิกทันที หลังจากท่านกดยืนยัน