ลูกไถมือถือทั้งวัน แต่งตัวจัดตามเทรนด์ ทำตัว Introvert ใส่พ่อแม่ สิ่งเหล่านี้ เป็นอะไรที่ผิดมั้ย ?
พ่อๆ แม่ๆ อาจคิดไปแล้วว่า "สมัยแม่ไม่เห็นเป็นแบบนี้" ทั้งที่จริง ๆ แล้ว สมัยเราเอง ก็อาจมีเรื่องที่วัยรุ่นไม่เข้าใจเหมือนกัน ซึ่งบอกเลยว่า วัยรุ่นกับพ่อแม่ไม่ได้อยู่คนละทีม แค่โตมาในคนละยุค มีประสบการณ์ชีวิตต่างกัน เลยมองโลกไม่เหมือนกัน
บทความนี้เราเลยไม่ได้ตั้งใจจะบอกว่าใครผิดหรือใครถูก แต่อยากชวนพ่อๆ แม่ๆ ลองมองโลกผ่านสายตาของลูกบ้าง เพราะบางครั้ง การเข้าใจกัน ก็เริ่มจากการรับฟังมากกว่าการตัดสินนี่แหละนะคะ
มาดูเรื่องของวัยรุ่นที่อยากให้พ่อแม่เปิดใจกันดีกว่า (ก่อนที่จะถูกลูกเม้าท์ว่าเป็นพ่อแม่หัวโบราณ)
หลายคนได้ยินคำว่า TikTok หรือเกมออนไลน์ ก็รีบมองว่าไร้สาระ แต่สำหรับวัยรุ่น โลกออนไลน์ไม่ใช่แค่ความบันเทิง มันคือที่เรียนรู้ ที่สร้างเพื่อน ที่ทำงาน ที่หารายได้ หลายคนเริ่มธุรกิจจากโซเชียล หลายคนหาเงินค่าเรียนจากการทำคอนเทนต์ หลายคนค้นพบอาชีพในใหม่ๆ ในอินเทอร์เน็ต หรือเน็ตไอดอลหลายคนในยุคนี้ ก็แจ้งเกิดจากการถ่ายวิดีโออัปคอนเทนต์นี่แหละ อาจมีแมวมองหรือโอกาสใหม่ๆ เข้าห้ลูกของคุณพ่อคุณแม่ก็ได้นะคะ
แทนที่จะห้ามทั้งหมด ลองชวนคุยว่าเขาใช้ออนไลน์ทำอะไร อาจได้รู้จักโลกของลูกมากขึ้นก็ได้ (หรือพ่อๆ แม่ๆ ก็ผันตัวมาเป็นดาวติ๊กแข่งกับลูกเลย!)
เวลาลูกเริ่มแต่งหน้า หลายบ้านอาจรู้สึกกังวลทันทีว่า "รีบโตเกินไปหรือเปล่า" หรือ "แต่งแบบนี้จะดูไม่เหมาะไหม"
แต่สำหรับวัยรุ่นหลายคน การแต่งหน้าไม่ต่างจากการวาดรูปหรือแต่งตัว เป็นพื้นที่ให้ได้ลองผิดลองถูกกับสไตล์ของตัวเอง บางคนสนใจเรื่องแฟชั่น บางคนชอบดูคลิปแต่งหน้า บางคนแค่สนุกกับการทดลองสีใหม่ ๆ หรืออยากเพิ่มความมั่นใจเวลาต้องไปโรงเรียนหรือเจอเพื่อน
แน่นอนว่า พ่อแม่ยังสามารถสอนเรื่องความเหมาะสมได้ แต่ถ้าเริ่มต้นด้วยการห้ามหรือดุทันที ลูกอาจรู้สึกว่าพ่อแม่ไม่เข้าใจสิ่งที่ตัวเองชอบ ลองเปลี่ยนจากการบอกว่า "ห้ามแต่ง" มาเป็นการชวนคุยว่า ชอบแบบไหน หรือแนะนำวิธีแต่งที่เหมาะกับโอกาสต่าง ๆ ชวนกันไปช้อปปิ้งเครื่องสำอาง แฟชันใหม่ๆ ถือโอกาสได้ใช้เวลาสนิทกับลูกมากขึ้นด้วย
เมื่อก่อน ถ้าเด็กคนหนึ่งบอกว่าโตขึ้นอยากเป็นยูทูบเบอร์ หลายคนอาจรีบมองว่าเป็นความฝันที่เพ้อฝัน หรือคิดว่า "ทำอาชีพนี้จะมั่นคงได้ยังไง"
แต่โลกทุกวันนี้เปลี่ยนไปมาก อาชีพ Creator ไม่ได้มีแค่การถ่ายคลิปเล่น ๆ อีกต่อไป เบื้องหลังคอนเทนต์หนึ่งชิ้นต้องอาศัยทั้งการวางแผน การคิดไอเดีย การเขียนบท ถ่ายภาพ ตัดต่อ ออกแบบกราฟิก การตลาด รวมถึงการสื่อสารกับผู้คน ซึ่งเป็นทักษะที่สามารถต่อยอดไปสู่อาชีพอื่นได้ในอนาคต แน่นอนว่า ไม่ใช่ทุกคนจะประสบความสำเร็จหรือมีผู้ติดตามหลักล้าน แต่ความฝันแบบนี้ก็ไม่ต่างจากการอยากเป็นหมอ วิศวกร ครู หรือศิลปิน ทุกอาชีพล้วนต้องเริ่มต้นจากความชอบ และค่อย ๆ พัฒนาทักษะของตัวเองไปเรื่อย ๆ
ขอแค่พ่อๆ แม่ๆ ลองเปิดใจฟังความตั้งใจของเด็กๆ ก่อน เป็นห่วงได้ แต่ให้เขาได้เลือกทางที่ชอบจะดีกว่านะคะ
เวลาวัยรุ่นจบใหม่หรือคนวัยเริ่มทำงานลาออกจากงานภายในไม่กี่เดือน หลายคนมักได้ยินคำพูดว่า "เด็กสมัยนี้ไม่อดทน" แต่ในความเป็นจริง พวกเขาไม่ได้ลาออกเพราะขี้เกียจ หรือไม่อยากทำงาน แต่หลายคนใช้เวลาคิด ทบทวน และชั่งน้ำหนักอยู่ไม่น้อย ก่อนจะตัดสินใจครั้งสำคัญแบบนี้
หลายครั้ง สาเหตุที่ลาออกไม่ใช่เพราะงานหนัก แต่เป็นเพราะพบว่างานนั้นไม่ตรงกับเป้าหมายชีวิต ไม่มีโอกาสเติบโต หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่กระทบทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ ซึ่งคนรุ่นใหม่หลายคน ก็กำลังตั้งคำถามว่า "ความอดทน" ควรมีไว้เพื่อพัฒนาตัวเอง หรือควรใช้เพื่อทนอยู่กับสิ่งที่ทำร้ายตัวเองกันแน่
การตัดสินใจลาออก จึงไม่ใช่การหนีปัญหาเสมอไป แต่บางครั้งคือการยอมรับว่า ตัวเองได้เรียนรู้จากประสบการณ์นั้นแล้ว และเลือกเดินไปหาสิ่งที่เหมาะสมกว่า แทนที่จะรีบตัดสินว่า "ไม่มีความอดทน" ลองชวนคุยว่า อะไรทำให้ตัดสินใจแบบนี้ และค่อยๆ ให้กำลังใจลูกๆ กันดีกว่า
เมื่อได้ยินว่าลูกอยากขอ Gap Year หลายคนอาจรู้สึกว่า "ทำไมไม่เรียนต่อเลย" หรือ "เดี๋ยวก็ขี้เกียจจนไม่กลับไปเรียน" แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ Gap Year ไม่ใช่การหยุดเพื่อพักเฉย ๆ หากเป็นช่วงเวลาที่ตั้งใจใช้เพื่อค้นหาตัวเอง เก็บเกี่ยวประสบการณ์ ทำงานพิเศษ เรียนภาษา ฝึกทักษะ หรือทบทวนเป้าหมายก่อนตัดสินใจเรื่องสำคัญในชีวิต
เพราะการใช้เวลาหนึ่งปีเพื่อเลือกเส้นทางที่ใช่ อาจดีกว่าการรีบเรียนต่อ แล้วพบภายหลังว่าคณะหรืออาชีพนั้นไม่เหมาะกับตัวเอง
สิ่งสำคัญคือการมีเป้าหมายและแผนที่ชัดเจน หากลูกอธิบายได้ว่าอยากใช้ Gap Year ไปทำอะไร ลองเปิดใจรับฟัง เพราะบางครั้ง การเว้นจังหวะสักก้าว ก็อาจทำให้ก้าวต่อไปมั่นคงกว่าเดิมได้นะคะ
การที่ลูกบอกว่าอยากย้ายไปอยู่ห้องกับแฟน อาจเป็นเรื่องที่น่ากังวลสำหรับหลายๆ บ้าน เพราะกลัวว่าจะกระทบทั้งเรื่องการเรียน อนาคต หรือความสัมพันธ์
แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ การตัดสินใจแบบนี้ไม่ได้เกิดจากความรักเพียงอย่างเดียวเสมอไป บางคู่มองว่าเป็นการแบ่งเบาค่าใช้จ่าย ลดค่าเช่า หรืออยากลองเรียนรู้การใช้ชีวิตร่วมกับคนอีกคนอย่างจริงจัง เพื่อจะได้รู้ว่าไปต่อด้วยกันได้มั้ย ซึ่งหากมาคิดแล้ว ก็เป็นเหตุผลที่เข้าใจได้พอสมควร
ถ้าคุณพ่อคุณแม่ยังกังวลมาก อาจต้องเริ่มจากการคุยกันถึงเหตุผล แผนการ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และหาตรงกลางอย่างให้ลูกกลับมานอนที่บ้านทุกเสาร์อาทิตย์ เพื่อให้ทุกฝ่ายสบายใจ เข้าใจกันและช่วยกันตัดสินใจบนพื้นฐานของความรับผิดชอบ
หลายคนอาจมองว่าการตามศิลปินทุกคอนเสิร์ต ทุกอีเวนต์ หรือทุกแฟนมีต เป็นเรื่องเสียเวลาและเปลืองเงิน แต่สำหรับวัยรุ่น นี่คือความสุขและแรงบันดาลใจอย่างหนึ่ง
การมีศิลปินที่ชื่นชอบ ทำให้หลายคนมีกำลังใจในการเรียนหรือการใช้ชีวิต บางคนตั้งเป้าหมายเก็บเงินเองเพื่อซื้อบัตร ฝึกวางแผนการเงิน และเรียนรู้ความรับผิดชอบจากงานอดิเรกที่ตัวเองรัก
ตราบใดที่ลูกยังรู้จักจัดลำดับความสำคัญ ไม่กระทบการเรียนหรือหน้าที่ การสนับสนุนศิลปินก็เป็นอีกหนึ่งความทรงจำดี ๆ ในช่วงวัย ที่ไม่ต่างจากงานอดิเรกของคนทุกเจเนอเรชัน (นึกถึงสมัยตอนที่เราเปิดเทปศิลปินที่ชอบวนไป และแอบคุณตาคุณยายไปดูก็ได้นะคะ)
หลายครั้งที่ผู้ใหญ่เห็นวัยรุ่นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูป ถ่ายคลิป หรืออัดวิดีโออยู่ตลอด ก็อาจรู้สึกว่า "จะถ่ายอะไรนักหนา" แต่สำหรับคนรุ่นนี้ การถ่ายคอนเทนต์คืออีกหนึ่งวิธีในการเก็บความทรงจำ บางครั้ง คอนเทนต์หรือโมเมนต์ที่ถ่าย เมื่อเอาไปแชร์ต่อใน Social อาจจะเป็นคลิป Viral สร้างชื่อ เปิดโอกาสใหม่ๆ เข้ามาจากการถ่ายคลิปไม่กี่วิก็ได้นะ ซึ่งก็สามารถต่อยอดเป็นงานสร้างคอนเทนต์ สร้างรายได้ในอนาคตได้ด้วย
แน่นอนว่าควรรู้จักกาลเทศะและเคารพพื้นที่ของคนรอบข้าง แต่การหยิบกล้องขึ้นมาถ่าย ไม่ได้แปลว่าอยากเป็นจุดสนใจ หรือติด Social เกินไป บางครั้งพวกเขาก็แค่กำลังทำในสิ่งที่ตัวเองสนุก ชอบ และอยากเก็บโมเมนต์นี้เป็นความทรงจำ
และนี่คือ 8 เรื่องสุดฮิตที่หลายบ้านอาจไม่เข้าใจ แต่วัยรุ่นอยากให้พ่อแม่เปิดใจ เพราะสุดท้าย ลูกไม่ได้อยากมีพ่อแม่ที่ทันทุกเทรนด์ แต่แค่อยากมีพ่อแม่ที่ "ทันความรู้สึก" โลกของวัยรุ่นเปลี่ยนเร็ว เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว
แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน คือทุกคนล้วนอยากมีบ้านที่กลับมาแล้วรู้สึกว่า "เราเป็นตัวเองได้"
บางครั้ง การเปิดใจฟังอีกนิด หรือรีบตัดสินให้น้อยลง อาจเป็นจุดเริ่มต้นของบทสนทนาดี ๆ ที่ทำให้พ่อแม่กับลูกเข้าใจกันมากกว่าเดิม อย่าลืมนะคะ ไม่มีครอบครัวไหนสมบูรณ์แบบ แต่ทุกครอบครัวสามารถเติบโตไปด้วยกันได้ ถ้าต่างฝ่ายต่างยอมเปิดใจรับฟังกันจริง ๆ
ฝ่ายบริการสมาชิก The 1 หรือ The1 Call Center
ที่หมายเลข 02-660-1000 ได้ทุกวัน ตั้งแต่ 9.00 น. จนถึง 22.00 น. เพื่อแจ้งความประสงค์ขอยกเลิกการรับข้อมูลข่าวสาร
จะมีผลให้ส่วนลด พลังสะสมหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่ได้รับจะถูกยกเลิกในทันที และหากท่านกลับมาสมัครใหม่ในภายหลังจะถือเป็นสมาชิกใหม่
ของท่านจะถูกยกเลิกทันที หลังจากท่านกดยืนยัน