ทุกคนเคยสงสัยมั้ยคะว่าทำไมทีมฟุตบอลระดับโลกถึงคว้าแชมป์ได้้ ทั้งที่ต้องรับมือกับความกดดันมหาศาล คำตอบคือ พวกเขาไม่ได้ใช้แค่พรสวรรค์ แต่คือการฝึกฝน บวกกับวินัยที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในทุกๆ วัน การพุ่งชนเป้าหมายในชีวิตก็ไม่ต่างกันกับการแข่งขันฟุตบอลโลกอันดุเดือด หากเราอยากส่งลูกบอลเข้าประตูหรือเป้าหมายให้สำเร็จ ต้องเริ่มสร้างระบบการซ้อมที่ดีตั้งแต่วันนี้เลยค่ะ!!
บทความนี้เราเลยอยากชวนทุกคนมาอ่านหนังสือสร้างวินัย ที่จะช่วยฝึกนิสัยดีใหม่ๆ เลิกผัดวันประกันพรุ่ง และเตรียมเพื่อนๆ ให้พร้อมคิกออฟสู่ความสำเร็จที่ตั้งเป้าไว้ ถ้าพร้อมแล้วไปอ่านรีวิวหนังสือกันเล้ยย
เป็นหนังสือพัฒนาตนเองที่มุ่งเน้นให้ทางลัด ในการแฮกสมองและจิตใต้สำนึก เพื่อเปลี่ยนการสร้างวินัยจากคำว่าต้องฝืนทำ ให้กลายเป็นนิสัยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องใช้แรงฮึดหรือพยายามแบบไร้ทิศทาง
1.สมการลับแห่งอิสรภาพ
วินัยจะเกิดขึ้นได้ดีที่สุดเมื่อเราเพิ่มพลังงานและการจดจ่อ ในขณะเดียวกันก็ต้องลดแรงต้าน และบริหารจังหวะเวลาให้เหมาะสม การควบคุมตัวเองได้ผ่านสมการนี้ คือทางสู่อิสรภาพที่แท้จริงในการเลือกใช้ชีวิต
2. การแฮกพลังงาน
ปลุกไฟจากภายใน: เพื่อให้มีแรงผลักดันต่อเนื่องยาวนาน ไม่ใช่แค่ฮึดสู้เพียงแค่ 3 วันแล้วหายไป
ใช้โดพามีนให้ถูกที่: หลายครั้งที่เราล้มเหลวไม่ใช่เพราะขี้เกียจ แต่เป็นเพราะเราปล่อยให้สมองไปเสพติดสารโดพามีน หนังสือจึงสอนวิธีจัดระเบียบสารเคมีในสมองใหม่เพื่อสร้างนิสัยที่ดีขึ้นนั่นเองค่ะ
3. วินัยผสานกฎแรงดึงดูด
เร่งผลักดันผลลัพธ์ ด้วยวินัยและพลังแห่งการจินตนาการและกฎแรงดึงดูด (Manifestation) จะช่วยให้เป้าหมายและความสำเร็จเกิดผลลัพธ์ได้เร็วขึ้นถึง 10 เท่า
4. พลังทวีของเวลา
เรียนรู้วิธีบริหารจัดการและทวีคูณคุณค่าของเวลา เพื่อเปลี่ยนเวลาที่มีจำกัดให้กลายเป็นพลังในการสร้างผลงาน พลังชีวิต และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน
เป็นหนังสือที่ชี้ให้เห็นว่าเราไม่ควรดูถูกพลังของสิ่งเล็ก ๆ เพราะวินัยที่ยั่งยืนเริ่มต้นจากจุดที่ทำได้ง่ายจนสมองไม่รู้สึกต่อต้าน แล้วอาศัยการทำซ้ำจนกลายเป็นระบบอัตโนมัติของร่างกายนั่นเองค่ะ
หนังสือที่จะบอกกับเราว่าความว่อกแว่กไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีหรือสิ่งกระตุ้นภายนอกเป็นหลัก แต่เกิดจากการที่เราต้องการหลบหนีความไม่สบายใจภายในใจของตัวเอง และการบริหารจัดการเวลาที่แท้จริงคือการบริหารจัดการความเจ็บปวด
ผู้เขียนอธิบายว่า พฤติกรรมของมนุษย์ขับเคลื่อนด้วย 2 สิ่ง คือ แรงดึงดูดไปข้างหน้าสู่สิ่งที่เราตั้งใจทำ และ แรงดึงดูดให้ออกนอกเส้นทางหรือความว่อกแว่ก ซึ่งเราสามารถฝึกเป็นคนที่ว่อกแว่กได้ได้ผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่
-ใช้กฎ 10 นาที เช่น เมื่อรู้สึกอยากเปิดโซเชียลมีเดียหรือทำสิ่งล่อใจ ให้บอกตัวเองว่า ทำได้แต่ต้องรอไปก่อนอีก 10 นาที ระหว่างนั้นให้โฟกัสกับงานตรงหน้าต่อ ส่วนใหญ่ความยากทำจะหายไปเองเมื่อครบกำหนด
-ทำ Timeboxing เลิกใช้ To-do list ลอยๆ แต่ให้กำหนดเวลาลงในปฏิทินอย่างชัดเจนว่าจะทำอะไร ตอนไหน และนานเท่าไหร่
-จัดสมดุล 3 ด้านของชีวิต โดยการแบ่งเวลาในปฏิทินให้ครอบคลุม ตัวเอง, ความสัมพันธ์ และ การงาน
-จัดการสมาร์ทโฟน ปิดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น
-จัดการอีเมลและการประชุม: กำหนดเวลาเช็กอีเมลเป็นรอบๆ แทนการเปิดค้างไว้ และปฏิเสธการประชุมที่ไม่มีวาระชัดเจน
-ส่งสัญญาณเตือนคนรอบข้าง: สื่อสารกับเพื่อนร่วมงานหรือคนในบ้านให้ชัดเจนเมื่อต้องการเวลาโฟกัส
-สัญญาด้านพยายาม: เพิ่มความยากในการเข้าถึงสิ่งรบกวน เช่น ใช้แอปบล็อกเว็บไซต์ในเวลาทำงาน
-สัญญาด้านการเงิน: ตั้งกฎว่าถ้าหลุดโฟกัสหรือทำไม่สำเร็จตามเวลาจะต้องเสียเงินจริงให้กับเพื่อนหรือการกุศล
-สัญญาด้านตัวตน: เปลี่ยนภาพลักษณ์และวิธีเรียกตัวเองในใจ เช่น บอกตัวเองว่า "ฉันเป็นคนที่ไม่ว่อกแว่ก เพื่อให้สมองทำพฤติกรรมสอดคล้องกับตัวตนนั้น
จากเล่มนี้ เราจะได้เรียนรู้ว่าการเลิกว่อกแว่กไม่ใช่การหักดิบเลิกใช้เทคโนโลยี แต่คือการ รู้เท่าทันอารมณ์ลบๆ ของตัวเอง แล้ววางแผนใช้เวลาอย่างมีเจตจำนง เพื่อให้เราเป็นผู้ควบคุมชีวิตและเทคโนโลยีอย่างแท้จริงค่ะ
หัวใจสำคัญของหนังสือเล่มนี้ คือการพุ่งเป้าไปที่งานที่ยากที่สุดและสำคัญที่สุดเป็นสิ่งแรกของวัน เพราะเมื่อเราสะสางงานที่สร้างแรงต้านในใจสูงที่สุดได้สำเร็จ พลังงาน สมอง และเวลาที่เหลือของวันจะขับเคลื่อนไปได้อย่างลื่นไหลและไร้ความเครียดนั่นเองค่ะ
-การผัดวันประกันพรุ่งไม่ใช่เพราะความขี้เกียจ แต่เกิดจากความกลัว และอารมณ์เชิงลบ
-เผชิญหน้ากับความกลัว เช่น กลัวความล้มเหลว กลัวการถูกตัดสิน หรือกลัวความสมบูรณ์แบบจนไม่กล้าเริ่ม
-ฝึกชะลอความสุข ฝึกสมองให้ทนต่อความยากลำบากในตอนนี้ เพื่อรับผลลัพธ์ที่ดีกว่าในอนาคต
-การเลิกผัดวันประกันพรุ่งที่มีประสิทธิภาพ ต้องเริ่มจากการจัดระเบียบระบบงานให้ชัดเจน กฎข้อเดียวในแต่ละวันคือ ให้เลือกงานที่ยากและสำคัญที่สุดมาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แล้วทำสิ่งนั้นให้เสร็จก่อนจะย้ายไปทำสิ่งอื่น
-ย่อยงานให้เล็ก เมื่อไหร่ที่โปรเจกต์ใหญ่เกินไปจนสมองสั่งให้หนี ให้ซอยย่อยงานออกมาเป็นชิ้นเล็กๆ ที่สามารถทำเสร็จได้ใน 5-10 นาที เพื่อลดแรงต้านในใจ
-สมองของเรามักจะมองหาสิ่งล่อใจที่ง่ายกว่าเพื่อหนีจากงานยาก
-รับมือกับ Shiny Object Syndrome: อาการที่ชอบว่อกแว่กไปหาไอเดียใหม่ๆ หรืองานง่ายๆ ที่โผล่เข้ามาแทรก
-ตัดวงจรสิ่งเร้า โดยการปิดการแจ้งเตือนโซเชียลมีเดีย แยกตัวออกจากสภาพแวดล้อมที่วุ่นวาย เพื่อสร้างสภาวะจดจ่อขั้นสูง
-เริ่มทั้งที่ยังไม่พร้อม ยอมรับให้งานช่วงแรกออกมาดูแย่ หรือไม่สมบูรณ์แบบ ดีกว่าการไม่ยอมลงมือทำอะไรเลยสักอย่าง
-เปลี่ยนการกระทำชั่วคราวให้กลายเป็นนิสัยที่ยั่งยืน ด้วยกฎ 5 นาทีสยบแรงต้าน เมื่อไหร่ที่รู้สึกไม่อยากทำ ให้บอกตัวเองว่าจะลองทำดูแค่ 5 นาที ถ้าไม่ไหวค่อยเลิก ซึ่งส่วนใหญ่เมื่อได้เริ่มแล้ว สมองจะสร้างแรงเหวี่ยงให้ทำต่อจนจบ
-สะสมชัยชนะเล็กๆ เพราะการทำงานยากเสร็จตั้งแต่เช้าจะช่วยหลั่งสารโดปามีน ทำให้เรามีความมั่นใจและมีพลังในการสะสมความสำเร็จในงานต่อๆ ไปของวัน
จากสรุปเล่มนี้ เราจะเห็นได้ว่า การเอาชนะอาการผัดวันประกันพรุ่งไม่ได้มีสิ่งใดยากไปกว่าการเริ่มลงมือทำทันทีแทนที่จะนั่งกังวล และเผชิญหน้ากับสิ่งที่เราต้องทำอย่างจริงจัง บวกกับความมีวินัยของเราเลยค่ะ
หนังสือพัฒนาตนเองที่อธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ เพียงวันละ 1% จะสะสมจนกลายเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมากถึง 37 เท่าใน 1 ปี โดยหัวใจสำคัญคือให้เราเปลี่ยนมาโฟกัสที่ระบบ ไม่ใช่แค่เป้าหมายค่ะ
-พลังของการสะสมวันละ 1%: การทำสิ่งดีๆ เล็กน้อย สะสมในทุกๆ วันจะสร้างผลลัพธ์มหาศาลในระยะยาว
- การเปลี่ยนนิสัยที่ยั่งยืนที่สุดไม่ได้เริ่มจากความอยากได้ผลลัพธ์ แต่เริ่มจากการเปลี่ยนความเชื่อ ว่าเราเป็นคนอย่างไร เช่น แทนที่จะตั้งเป้าว่าจะเลิกสูบบุหรี่ ให้คิดว่าตนเองเป็นคนไม่สูบบุหรี่แทนค่ะ
-การผูกนิสัย นำนิสัยใหม่ไปต่อท้ายนิสัยเดิมที่ทำเป็นประจำอยู่แล้ว เช่น หลังจากชงกาแฟตอนเช้าเสร็จ ฉันจะนั่งสมาธิ 1 นาที
-การปรับสภาพแวดล้อม ออกแบบพื้นที่รอบตัวให้เอื้อต่อการทำนิสัยนั้น เช่น วางหนังสือไว้บนหมอนถ้าต้องการอ่านหนังสือทุกวัน
-การจับคู่ความอยาก ผูกสิ่งที่จำเป็นต้องทำ เข้ากับสิ่งที่อยากทำ เช่น จะดูซีรีส์ที่ชอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่อยากทำก็ต่อเมื่อได้วิ่งบนลู่วิ่งไฟฟ้าซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำแล้วเท่านั้น
-การเลือกกลุ่มสังคม พาตัวเองไปอยู่ในกลุ่มคนที่มองว่านิสัยที่เราอยากมีเป็นเรื่องปกติธรรมดา เพราะมนุษย์อยากทำตัวให้กลมกลืนกับกลุ่มเสมอ
-ใช้กฎ 2 นาที เมื่อเริ่มนิสัยใหม่ ให้ลดสเกลลงมาเหลือขั้นที่ทำเสร็จได้ใน 2 นาที เช่น เปลี่ยนจากอ่านหนังสือวันละเล่ม เป็นการอ่านหนังสือวันละ 1 หน้า เพื่อลดแรงต้านในสมอง
-ลดอุปสรรค ด้วยการเตรียมสิ่งของให้พร้อมล่วงหน้า เช่น เตรียมชุดออกกำลังกายไว้ตั้งแต่ตอนกลางคืน
-ให้รางวัลตัวเองทันที เพราะสมองของมนุษย์ชอบรางวัลที่ได้ทันที ดังนั้นเมื่อทำนิสัยดีๆ สำเร็จ ให้หารางวัลเล็กๆ ให้กับตัวเอง
-ทำตารางบันทึกนิสัย ติ๊กเครื่องหมายเมื่อทำสำเร็จ การเห็นความคืบหน้าของตัวเองจะช่วยเพิ่มสารโดปามีนและทำให้รู้สึกภูมิใจ
จากสรุปเนื้อหา เราจะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงที่เล็กน้อย แต่ทำสะสมวันละนิดละหน่อย ก็สามารถนำพาการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่มาให้ชีวิตเราเช่นกัน หนังสือเล่มนี้เลยเหมาะกับคนที่อยากฝึกวินัยโดยเริ่มจากการค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปแต่มั่นคงและต่อเนื่องนั่นเองค่ะ
แก่นสำคัญของหนังสือเล่มนี้คือ ชีวิตไม่ได้ยาก แต่ความคิดของเราต่างหากที่ทำให้มันยาก โดยผู้เขียนได้กลั่นกรอง 35 ผลึกความคิดจากประสบการณ์ชีวิตที่เคยขึ้นสู่จุดสูงสุดและดิ่งลงสู่จุดต่ำสุด เพื่อชวนให้เราหยุดสร้างความซับซ้อน ถอดความยุ่งเหยิงออกไป แล้วหันมาใช้ชีวิตและแก้ไขปัญหาด้วยวิธีที่เรียบง่าย ตรงไปตรงมาที่สุดเลยค่ะ
สรุปใจความสำคัญและแนวคิดหลักของหนังสือออกเป็น 4 ด้าน
-ซูมออกมองโลกแบบ Pale Blue Dot: เมื่อเจอเรื่องเครียดหรือปัญหารุมเร้า ให้ลองมองตัวเองจากมุมมองนอกโลก เหมือนจุดสีฟ้าจางๆ ในจักรวาล จะช่วยให้เห็นว่าปัญหาที่เราแบกไว้นั้นเล็กน้อยมาก และช่วยให้เราหยุดพักหายใจได้ง่ายขึ้น
-คิดสองชั้น: คนส่วนใหญ่มักคิดถึงแค่ผลลัพธ์ขั้นแรก แต่ลืมคิดถึงผลกระทบต่อเนื่องที่ตามมา การคิดให้ง่ายไม่ได้แปลว่าคิดตื้นๆ แต่คือการมองเห็นผลลัพธ์ในระยะยาวอย่างทะลุปรุโปร่ง
-แผนการที่สมบูรณ์แบบเกินไปคือจุดเริ่มต้นของความพัง: การพยายามวางแผนอย่างละเอียดทุกก้าวและควบคุมทุกอย่างจะสร้างความเครียด ควรเว้นพื้นที่ว่างไว้ให้ความยืดหยุ่นและการเปลี่ยนแปลงบ้าง
-กล้าที่จะตัดสิ่งที่ไม่จำเป็น: ความสุขไม่ได้เกิดจากการพยายามหาอะไรเพิ่มเข้ามาในชีวิต แต่เกิดจากการกล้าคัดออก ทั้งข้าวของที่เกินจำเป็น ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ หรือความกังวลในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง
-โฟกัสเฉพาะสิ่งที่ควบคุมได้: คล้ายกับแนวคิดแบบ Stoic คือให้พลังงานกับสิ่งที่เราเลือกและลงมือทำได้ในปัจจุบัน ส่วนสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุม (เช่น ความคิดคนอื่น หรือ อดีต) ให้ปล่อยวางไป
-สร้างเอกลักษณ์: ไม่จำเป็นต้องทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เหนือใคร แต่ต้องชัดเจนในสิ่งที่เป็นตัวเอง เพื่อให้ธุรกิจหรือตัวเราสามารถอยู่รอดและโดดเด่นขึ้นมาได้
-ท้าทายชุดความเชื่อเก่าๆ: กล้าตั้งคำถามกับสิ่งที่สังคมบอกต่อๆ กันมา เช่น ต้องรีบซื้อบ้าน หรือต้องหางานที่มั่นคง เพราะความมั่นคงที่แท้จริงคือการพัฒนาตัวเองให้ปรับตัวทันโลก
-วัดความมั่งคั่งด้วยอิสรภาพ: ความร่ำรวยที่แท้จริงไม่ได้ดูที่ตัวเลขในบัญชีเงินฝาก แต่ดูที่จำนวนอิสรภาพ ในการเลือกใช้ชีวิตและเวลาของตัวเอง
-อยู่กับปัจจุบัน: เลิกคิดเผื่อล่วงหน้าไปไกลจนกลายเป็นความกลัว เมื่อดึงสติกลับมาอยู่กับสิ่งตรงหน้า จะพบว่าปัญหามันไม่ได้ใหญ่โตอย่างที่คิด
-ใช้ชีวิตด้วยความรัก: ขับเคลื่อนชีวิตด้วยพลังบวก ความเข้าใจ และการเห็นคุณค่าในสิ่งเล็กๆ รอบตัว แทนที่จะขับเคลื่อนด้วยความกดดันหรือการแข่งขันกับคนอื่น
เป็นหนังสือเล่มเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยข้อคิดเรียบง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถนำมาปรับใช้กับชีวิตเราได้ในหลายๆ ด้าน ทำให้เห็นว่าแท้จริงแล้วการไปถึงจุดมุ่งหมายใหญ่ๆ หรือสำคัญกับชีวิตนั้นเริ่มแค่การคิดอย่างง่ายแต่ทรงพลังค่ะ
หนังสือเล่มนี้เขียนในรูปแบบนิยายที่อ่านสนุก โดยนำข้อมูลสถิติจริงจากผู้ใช้งานแอปกว่า 2 ล้านคนมาวิเคราะห์ เพื่อหาหลักการที่ทำให้คนเราสามารถลงมือทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน จนได้ข้อสรุปว่า การเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับเป้าหมายที่ใหญ่โตหรือความตั้งใจอันแรงกล้า แต่ขึ้นอยู่กับการสร้างนิสัยที่เล็กและง่ายจนคุณไม่มีทางล้มเลิกต่างหาก
สรุปเนื้อหาและเทคนิคสำคัญ
-คนส่วนใหญ่มักล้มเลิกเพราะตั้งเป้าหมายใหญ่เกินไปตั้งแต่เริ่มต้น หนังสือแนะนำให้ใช้ เทคนิคการลดเป้าหมายให้เล็กจน ตัวเองรู้สึกว่าถ้าไม่ทำสิแปลก
-ลดแรงต้านของสมอง สมองเกลียดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่ยอมรับสิ่งเล็กๆ ได้ง่าย เมื่อเริ่มทำได้ สมองจะหลั่งสารความสุขและอยากทำต่อเองโดยอัตโนมัติ
-สมองจะสร้างพลังงานหลังจากเริ่มทำไปแล้ว เพราะความรู้สึกอยากทำไม่ได้เกิดขึ้นก่อนลงมือ แต่เกิดขึ้นระหว่างที่ทำไปแล้วสักพัก
-เป้าหมายคือการเอาชนะอุปสรรคตอนเริ่มต้น การพาตัวเองไปนั่งที่โต๊ะ หรือใส่รองเท้าวิ่ง คือชัยชนะที่ใหญ่ที่สุดของวัน
-กฎรีเซต อย่าหยุดติดต่อกัน 2 วัน: ถ้าวันไหนเหนื่อยมากจนทำไม่ไหวจริงๆ สามารถหยุดได้ 1 วัน แต่ ห้ามหยุดติดต่อกัน 2 วันเด็ดขาด หากหยุด 2 วัน วงจรนิสัยจะถูกรีเซตและเสี่ยงต่อการล้มเลิกถาวร
-สร้างทางเลือกยืดหยุ่นในวันที่ยุ่ง: แทนที่จะคิดแค่จะทำ หรือไม่ทำ ให้สร้างทางเลือกขั้นต่ำสุดไว้สำหรับวันที่ยุ่งเกินไป เช่น วันนี้ยุ่งมาก จากวิ่ง 5 กิโลเมตร เปลี่ยนเป็นแค่สวมรองเท้าวิ่งเดินหน้าบ้าน 2 นาที แบบนี้ก็ถือว่าภารกิจสำเร็จแล้ว
-ผูกนิสัยใหม่เข้ากับนิสัยเก่า (Habit Stacking): อย่าสร้างเวลาใหม่ลอยๆ แต่ให้เอาไปต่อท้ายสิ่งที่คุณต้องทำเป็นประจำอยู่แล้ว
-โฟกัสสิ่งที่ควบคุมได้ ไม่เสียเวลาและพลังงานไปกับสิ่งภายนอกหรืออดีตที่แก้ไขไม่ได้
-ความล้มเหลวคือข้อมูล เมื่อทำไม่ได้ตามเป้า อย่าเพิ่งตำหนิตัวเอง ให้มองว่ามันคือข้อมูล ที่บอกว่าระบบที่เราตั้งไว้ยังไม่เหมาะกับเรา แล้วนำมาปรับปรุงใหม่
-หยุดเปรียบเทียบ ใช้พลังงานทั้งหมดไปกับการแข่งกับตัวเองและพัฒนาตัวเอง หยุดเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น
เป็นเล่มที่เหมาะกับสายนิยายที่อยากพัฒนาตัวเองมากค่ะ นอกจากอ่านเพลินแล้วยังได้เทคนิคดีๆ มาปรับใช้กับการพัฒนาตัวเองให้ไปถึงเป้าหมายอีกด้วย ใครที่เป็นมือใหม่ไม่ถนัดอ่านแนวพัฒนาตัวเอง ลองเริ่มที่เล่มนี้ได้เลยค่ะ
การมีวินัยอาจจะเป็นเรื่องน่าเบื่อและเหนื่อยล้าในบางวัน แต่มันคือสิ่งเดียวที่จะการันตีว่าเราสามารถพาตัวเองไปคว้าชัยชนะมาครองได้สำเร็จ หวังว่าหนังสือเหล่านี้จะเป็นโค้ชที่ดีที่สุดที่ช่วยพาทุกคนเดินหน้าไปสู่ Goal ที่ตั้งไว้ได้สำเร็จ อย่าลืมว่าลงสนามวันนี้ สร้างวินัยตั้งแต่วินาทีนี้ แล้วเตรียมตัวฉลองแชมป์ในฐานะผู้ชนะได้เลย
ฝ่ายบริการสมาชิก The 1 หรือ The1 Call Center
ที่หมายเลข 02-660-1000 ได้ทุกวัน ตั้งแต่ 9.00 น. จนถึง 22.00 น. เพื่อแจ้งความประสงค์ขอยกเลิกการรับข้อมูลข่าวสาร
จะมีผลให้ส่วนลด พลังสะสมหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่ได้รับจะถูกยกเลิกในทันที และหากท่านกลับมาสมัครใหม่ในภายหลังจะถือเป็นสมาชิกใหม่
ของท่านจะถูกยกเลิกทันที หลังจากท่านกดยืนยัน