การนั่งอ่านหนังสือคนเดียวอาจช่วยให้มีสมาธิ แต่บางครั้งการเรียนกับเพื่อนก็ทำให้การอ่านหนังสือไม่น่าเบื่อจนเกินไป แถมยังมีคนให้ถามเวลาติดโจทย์ มีเพื่อนช่วยทบทวนเนื้อหา และได้แลกเปลี่ยนวิธีคิดที่เราอาจไม่เคยนึกถึงมาก่อน
แต่ก็มีปัญหาโลกแตกที่หลายคนน่าจะเคยเจอ…นัดกันมาอ่านหนังสือ สุดท้ายได้อ่านจริงนิดเดียว แต่เม้าท์ไปแล้วสามชั่วโมง! จาก “Study Date” กลายเป็น “เม้าท์ Date” แบบไม่รู้ตัว จริง ๆ แล้วการเรียนกับเพื่อนไม่จำเป็นต้องเคร่งเครียดหรือเงียบกริบตลอดเวลา เพราะความสนุกและบรรยากาศที่ผ่อนคลายก็ช่วยให้เราอยากกลับมาเรียนต่อได้เหมือนกัน เพียงแต่ต้องมีกติกาเล็ก ๆ ที่ช่วยให้ทุกคนยังอยู่กับเป้าหมายของตัวเอง
มาดูกันว่า ถ้าอยากนัดเพื่อนมา Study Date ครั้งต่อไป จะจัดยังไงให้ ได้ทั้งเรียน ได้ทั้งคุย และกลับบ้านไปพร้อมกับความสบายใจ ที่ได้ทำตามแพลนสำเร็จ!
หลายครั้งที่ Study Date กลายเป็นวงเม้าท์ ไม่ใช่เพราะเพื่อนตั้งใจจะไม่เรียน แต่เพราะทุกคน ไม่เคยตกลงกันมาก่อนว่า “วันนี้เราจะมาเรียนแบบไหน” ดังนั้น ก่อนนัดลองคุยกันสั้น ๆ 3 เรื่องนี้
อย่าบอกแค่ว่า “มาอ่านหนังสือกัน” ลองกำหนดให้ชัดขึ้น เช่น อ่านบทที่ 3–5 ให้จบ ทำโจทย์คณิตศาสตร์ 30 ข้อสรุป Biology ให้ได้ 2 บท ทำ Presentation ให้เสร็จ 5 สไลด์ อ่านหนังสือ 2 ชั่วโมง ยิ่งเป้าหมายชัดเท่าไร ตอนจบก็ยิ่งรู้ว่าตัวเองทำสำเร็จหรือยัง เพราะคำว่า “อ่านหนังสือ” กว้างมาก แต่คำว่า “ทำโจทย์ให้ได้ 30 ข้อ” ทำให้เรารู้ทันทีว่าต้องทำอะไร
ไม่ต้องห้ามเม้าท์! เพราะถ้าบอกเพื่อนว่า “วันนี้ห้ามคุยกันเลยนะ” การ Study Date อาจกลายเป็นการลงโทษตัวเองมากกว่าการเรียน ลองกำหนดช่วงพักสำหรับคุยกันแทน เช่น 50 นาทีเรียน - 10 นาทีพัก หรือ 90 นาทีโฟกัส - 20 นาทีพัก พอถึงเวลาพักก็เม้าท์ได้เต็มที่ จะเล่าเรื่องซีรีส์ เรื่องเพื่อน เรื่องคนคุย หรืออะไรก็ได้ วิธีนี้ช่วยให้สมองรู้ว่าเดี๋ยวเราก็มีเวลาคุย จึงไม่จำเป็นต้องแอบคุยระหว่างอ่าน
ข้อนี้สำคัญมาก เพราะบางครั้งเพื่อนที่ชวนคุยอาจไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เราเสียสมาธิ อาจตกลงกันไว้ตั้งแต่แรกว่า ถ้าใครหลุด ให้พูดคำสั้น ๆ เช่น “กลับเข้าบทก่อน!” หรือ “Focus!” เป็นเหมือน Code Word ประจำกลุ่ม ไม่ต้องพูดว่า “แกจะเรียนไหมเนี่ย” เพราะฟังแล้วอาจกลายเป็นหงุดหงิดกันแทน
ก่อนเริ่มเรียน ให้ทุกคนใช้เวลา 3–5 นาทีบอกเป้าหมายของตัวเอง ตัวอย่างเช่น “วันนี้เราจะทำ Math 40 ข้อ” “เราจะอ่าน Chapter 5 ให้จบ” “เราจะทำ Report ให้เสร็จ Introduction กับ Conclusion” ไม่ต้องตั้งเป้าใหญ่จนกดดัน แค่เป็นสิ่งที่ ทำได้จริงภายในเวลาที่มี เมื่อทุกคนประกาศเป้าหมายออกมาแล้ว จะเกิดความรู้สึกเล็ก ๆ ว่า “โอเค วันนี้เราต้องทำให้ได้”” และตอนจบยังสามารถกลับมาเช็กได้ว่า ทำสำเร็จแค่ไหน
ถ้าเป็นคนที่นั่งอ่านนาน ๆ แล้วหลุดง่าย ลองใช้เทคนิค Pomodoro ซึ่งแบ่งเวลาทำงานออกเป็นช่วงสั้น ๆ สลับกับช่วงพัก ตัวอย่างง่าย ๆ สำหรับ Study Date คือ
> 50 นาที Focus ใช้สำหรับอ่าน / ทำโจทย์ / ทำงาน
> 10 นาที Break ไว้เม้าท์ / เข้าห้องน้ำ / ซื้อขนม / เช็กมือถือ
ทำ 3 รอบ แล้วพักยาวประมาณ 20–30 นาที
ข้อดีของวิธีนี้คือ ไม่ต้องรู้สึกว่า “ฉันต้องนั่งเรียนสามชั่วโมงรวด” แค่คิดว่า “เอา 50 นาทีนี้ให้รอดก่อน” ก็ง่ายขึ้นเยอะแล้ว
ถ้าเป็นกลุ่มที่คุยเก่งมาก วิธีนี้อาจช่วยชีวิตได้ กำหนดช่วงหนึ่งให้ทุกคน Silent Study นั่งโต๊ะเดียวกันได้ แต่ไม่คุยกัน แต่ละคนใส่หูฟังหรือเปิดเพลงเบา ๆ แล้วโฟกัสกับงานของตัวเอง ความสนุกของวิธีนี้คือ ถึงจะไม่ได้พูดกัน แต่การเห็นเพื่อนกำลังอ่านหนังสืออยู่ข้าง ๆ ก็สร้างความรู้สึกว่า “โอเค ทุกคนกำลังทำของตัวเองอยู่ เราก็ต้องทำของเราบ้าง” เหมือนมีเพื่อนคอยลากเราเข้าสู่โหมดตั้งใจเรียนแบบเงียบ ๆ
นี่เป็นวิธีที่ช่วยให้ Study Date มีประโยชน์มากกว่าการนั่งอ่านหนังสือพร้อมกัน หลังจากอ่านเนื้อหาจบ ลองผลัดกันเป็นคนสอน เช่น คนหนึ่งมีเวลา 5 นาที อธิบายสิ่งที่เพิ่งอ่านให้เพื่อนฟัง ไม่ต้องเปิดหนังสือก็ได้ ลองอธิบายด้วยภาษาของตัวเองว่า “เรื่องนี้จริง ๆ แล้วมันหมายความว่า…” “ถ้าเจอโจทย์แบบนี้ ต้องคิดจากตรงนี้…” “สรุปง่าย ๆ คือ…” เพื่อนที่ฟังก็ช่วยถามคำถามหรือชี้จุดที่ยังไม่เข้าใจ
วิธีนี้ทำให้เราเห็นทันทีว่า ตัวเองเข้าใจจริงหรือแค่รู้สึกว่าคุ้นกับเนื้อหา เพราะบางเรื่องพออ่านเองแล้วเหมือนจะเข้าใจ แต่พอให้ลองอธิบายกลับพูดไม่ออก ตรงนั้นแหละคือจุดที่ควรกลับไปทบทวนอีกครั้ง
ถ้ากลุ่มเพื่อนเป็นสายแข่งขันกันเบา ๆ ลองเปลี่ยน Study Date ให้มี Challenge เล็ก ๆ เช่น
> 30-Minute Challenge ใครทำโจทย์ได้มากที่สุดใน 30 นาที
> Quiz Battle ผลัดกันตั้งคำถามจากเนื้อหาที่อ่าน ใครตอบผิดต้องอ่านเพิ่มหนึ่งรอบ
>️ One-Page Summary ใครสามารถสรุปบทเรียนที่อ่านให้เหลือ 1 หน้าได้ครบที่สุด
> Goal Bingo เขียนเป้าหมายเล็ก ๆ ลงใน Bingo เช่น อ่านครบ 1 บท ทำโจทย์ 20 ข้อ ท่องศัพท์ 30 คำ สรุปเนื้อหา ทำงานเสร็จ 1 ชิ้น ถ้าทำครบก็ได้หนึ่งช่อง
การใส่ความเป็นเกมเข้าไป ไม่ได้ทำให้การเรียนจริงจังน้อยลง แต่ช่วยให้การเริ่มต้นเรียนรู้สึกสนุกขึ้น
ถ้าเป็นไปได้ ลองกำหนดพื้นที่ให้ชัดเจน เช่น โต๊ะ = Study Zone มุมโซฟา = Chat Zone ช่วงที่นั่งโต๊ะ ทุกคนโฟกัสกับงาน ถ้าอยากคุยก็ลุกไปพื้นที่พัก วิธีนี้ช่วยสร้าง Mental Cue ให้สมองได้ดี เพราะเมื่อเรานั่งโต๊ะเดิมซ้ำ ๆ เพื่ออ่านหนังสือ สมองจะค่อย ๆ เชื่อมพื้นที่นั้นเข้ากับโหมดโฟกัส และที่สำคัญคือ…อย่าเอาขนมทั้งหมดมากองไว้บนโต๊ะเรียน เพราะจาก “พักกินขนม 10 นาที” อาจกลายเป็น “แกลองอันนี้ดิ” “อันนี้อร่อยมาก” “เออ แล้วแกเห็น TikTok เมื่อคืนยัง?” “พูดถึงเรื่องนั้น เรามีเรื่องจะเล่า…”
และรู้ตัวอีกทีผ่านไป 45 นาทีแล้ว
หลายคนจบ Study Date ด้วยคำว่า “วันนี้เหมือนไม่ได้ทำอะไรเลย” ทั้งที่จริง ๆ อาจทำไปเยอะมาก เพียงแต่ไม่ได้ทบทวน ก่อนแยกย้าย ลองใช้เวลา 5 นาทีทำ Done List เขียนสั้น ๆ ว่าวันนี้ทำอะไรสำเร็จบ้าง
เช่น
✓ อ่าน Chapter 4
✓ ทำโจทย์ 25 ข้อ
✓ สรุป Biology 2 หน้า
✓ ทำ Report เสร็จ 1 Section
แล้วค่อยกำหนดว่า “ครั้งหน้าเราจะทำอะไรต่อ?” วิธีนี้ทำให้ Study Date แต่ละครั้งกลายเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเรียนต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่การนัดกันมานั่งอ่านหนังสือหนึ่งวันแล้วจบ
สถานที่ก็มีผลกับสมาธิเหมือนกัน
เหมาะกับกลุ่มที่ต้องการโฟกัสจริงจัง เพราะบรรยากาศรอบตัวช่วยกระตุ้นให้ทุกคนรักษาความเงียบ เหมาะกับวันที่ต้องอ่านหนัก ทำโจทย์ หรือเตรียมสอบ
เหมาะกับ Study Date ที่อยากได้บรรยากาศสนุกและผ่อนคลายมากขึ้น แต่ควรเลือกโต๊ะที่มีพื้นที่พอสำหรับหนังสือและอุปกรณ์ และไม่เสียงดังจนเกินไป
ข้อดีคือสบายและมีพื้นที่มากกว่า แต่ต้องระวัง “สิ่งล่อใจ” โดยเฉพาะเตียง โซฟา ทีวี และตู้เย็น ถ้าเลือกบ้านเพื่อน ลองจัดโต๊ะให้เป็น Study Zone และเก็บสิ่งที่ทำให้เสียสมาธิออกไปก่อน
ถ้าอยู่คนละที่ก็ทำได้ เปิด Video Call ค้างไว้ แล้วต่างคนต่างเรียน อาจไม่ต้องพูดกันเลยก็ได้ ก่อนเริ่มแค่บอกว่า “วันนี้เราจะทำอะไร” จากนั้นปิดไมค์และเริ่มเรียน พอหมดเวลา ค่อยกลับมาอัปเดตกันว่าใครทำอะไรสำเร็จบ้างเป็นวิธีที่ดีสำหรับวันที่ อยากมีเพื่อนอยู่ด้วย แต่ไม่อยากเสียเวลาเดินทาง
เพื่อไม่ให้เสียเวลาไปกับการจัดของหรือตัดสินใจว่าจะทำอะไร ลองเตรียมของเหล่านี้ไว้ล่วงหน้า
1. หนังสือ / เอกสารที่ต้องใช้
2. ปากกาและอุปกรณ์จด
3. Laptop / Tablet / หูฟัง
4. Power Bank / Charger
5. น้ำดื่ม
6. Snack เล็ก ๆ สำหรับช่วงพัก
7. To-do List
และที่สำคัญที่สุดคือ อย่าไปแบบไม่มีเป้าหมาย เพราะประโยคว่า “เดี๋ยวไปถึงแล้วค่อยคิดว่าจะอ่านอะไร” มีโอกาสสูงมากที่จะกลายเป็นเม้าท์กัน แล้วจบด้วยการเปิด TikTok ให้กันดู
อีกเรื่องที่หลายคนเข้าใจผิดคือคิดว่า ถ้าจะ Study Date ต้องนั่งเรียนตลอด 3–4 ชั่วโมงถึงจะเรียกว่าประสบความสำเร็จ จริง ๆ แล้วไม่จำเป็น การพักก็เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนเหมือนกัน ลองจัด Study Date เป็น Timeline แบบนี้ก็ได้
13.00 น. เจอกัน + สั่งเครื่องดื่ม
13.15 น. บอก Goal ของแต่ละคน
13.20–14.10 น. Focus Session 1
14.10–14.20 น. พัก + เม้าท์
14.20–15.10 น. Focus Session 2
15.10–15.30 น. พักยาว
15.30–16.20 น. Focus Session 3
16.20–16.30 น. สรุป Done List
16.30 น. เป็นต้นไป เม้าท์ได้เต็มที่!
แบบนี้ทุกคนยังมีเวลาคุย เล่น และใช้เวลาด้วยกัน โดยไม่ต้องรู้สึกผิดว่ามาเจอกันแล้วไม่ได้อ่านหนังสือ
เรื่องนี้ต้องใช้ความกล้าเล็กน้อย เพราะบางครั้งคนที่ทำให้เราเสียสมาธิอาจเป็นเพื่อนที่เราสนิทมากที่สุด อย่าใช้วิธีหงุดหงิดหรือพูดแรง ๆ ลองบอกตรง ๆ แบบขำ ๆ ว่า “แก ขออีก 30 นาที เดี๋ยวพักแล้วจะเม้าท์ด้วย”” หรือ “ูขอทำอันนี้ให้เสร็จก่อน เดี๋ยวค่อยเล่า”
ประโยคแบบนี้ไม่ได้แปลว่าเราไม่อยากคุยกับเพื่อน แต่แค่กำลัง จัดลำดับความสำคัญของเวลา เพราะเป้าหมายของการ Study Date ไม่ใช่การห้ามเพื่อนคุย แต่คือการทำให้ทุกคนรู้ว่า “ตอนนี้คือเวลาเรียน และเดี๋ยวเราจะมีเวลาสนุกด้วยกัน”
Study Date จะเวิร์กมากขึ้นถ้าทุกคนเข้าใจตรงกันว่า วันนี้เรามาเพื่ออะไร ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่เรียนเก่งที่สุด หรือมีวินัยที่สุด แต่ควรเป็นคนที่ เคารพเวลาของกันและกัน เพราะการมีเพื่อนอยู่ข้าง ๆ สามารถช่วยให้การเรียนง่ายขึ้นได้มาก แต่ถ้าต่างคนต่างลากกันออกจากโหมดโฟกัส Study Date ก็อาจกลายเป็นกิจกรรมที่ใช้เวลาเยอะกว่าเดิม ดังนั้น ถ้าเจอเพื่อนที่เหมาะกับการ Study Date แล้ว ลองรักษาแก๊งนี้ไว้ให้ดี นัดกันอ่านหนังสือ ช่วยกันทำโจทย์ ถามกันเวลางงตรงไหน พักด้วยกัน เม้าท์ด้วยกัน แล้วกลับบ้านไปพร้อมความรู้ที่เพิ่มขึ้นและความสบายใจที่ได้อ่าน
สุดท้ายแล้ว Study Date ที่ดีไม่ใช่การ “เรียนให้ได้มากที่สุด” แต่คือการทำให้เรา อยากกลับมาเรียนอีกครั้งการเรียนกับเพื่อนควรเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้การอ่านหนังสือไม่น่าเบื่อจนเกินไป มีคนคอยแชร์ไอเดีย มีคนช่วยตั้งคำถาม และมีเพื่อนที่กำลังพยายามไปสู่เป้าหมายของตัวเองอยู่ข้าง ๆ
ครั้งหน้า ถ้าอยากชวนเพื่อนมาอ่านหนังสือด้วยกัน ลองเปลี่ยนจาก “ไปอ่านหนังสือกันไหม?” เป็น “ไป Study Date กันไหม วันนี้ตั้งใจทำให้เสร็จคนละ 3 อย่าง แล้วค่อยเม้าท์กันยาว ๆ” เพราะการมีเพื่อนอยู่ข้าง ๆ ไม่ได้แปลว่าเราจะเสียสมาธิเสมอไป ถ้าออกแบบเวลาของเราให้ดี ๆ
เพื่อนก็สามารถเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เราเรียนได้มากขึ้นกว่าเดิมเหมือนกัน
ใครอยากได้ตัวช่วยเพิ่ม ค้นหาแอปดีๆ ในบทความนี้ ได้มีสมาธิเพิ่มแน่นอน คลิก
แนะนำ 5 App ตัวช่วยในการอ่านหนังสือสอบได้อย่างสนุกและมีสมาธิมากขึ้น
ฝ่ายบริการสมาชิก The 1 หรือ The1 Call Center
ที่หมายเลข 02-660-1000 ได้ทุกวัน ตั้งแต่ 9.00 น. จนถึง 22.00 น. เพื่อแจ้งความประสงค์ขอยกเลิกการรับข้อมูลข่าวสาร
จะมีผลให้ส่วนลด พลังสะสมหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่ได้รับจะถูกยกเลิกในทันที และหากท่านกลับมาสมัครใหม่ในภายหลังจะถือเป็นสมาชิกใหม่
ของท่านจะถูกยกเลิกทันที หลังจากท่านกดยืนยัน