ยุคนี้ไม่ต้องรอให้ใครว่าง เราก็สร้างวันพิเศษได้ด้วยตัวเองไปเลย ใครบอกว่าการไปคาเฟ่หรือเดินเล่นคนเดียวมันจะกร่อย เราขอยืนยันว่าไม่จริงค่ะ นอกจากการพาตัวเองไปเดตจะทำให้เราได้ใช้เวลาพักผ่อนกับตัวเองมากขึ้นแล้ว ยังทำให้เราได้ค่อยๆ ทำความเข้าใจว่าที่จริงเราชอบหรือไม่ชอบอะไรอีกด้วยนะ ยิ่งเป็นวันหยุดที่ได้ตามใจตัวเอง พกหนังสือกับสมุด journal เล่มโปรดออกไปผจญภัยนอกบ้านยิ่งดีเข้าไปใหญ่
ในบทความนี้เราจะเลือกหนังสือที่เหมาะกับการพกออกไปนอกบ้านในวันที่รู้สึกอยากไป hang out กับตัวเองกัน ส่วนใหญ่จะเป็นเล่มที่รวมเรื่องสั้น สามารถเลือกอ่านให้จบเป็นเรื่องๆ ไปได้เลย ถ้าอยากรู้ว่าจะมีเล่มไหน MUST HAVE บ้าง ไปอ่านรีวิวพร้อมกันได้เลย
หนังสือรวมเรื่องสั้นสัญชาติไทยที่รวบรวมผลงานของ 9 นักเขียนไทยชื่อดัง ร่วมกันถ่ายทอด 9 เรื่องราวความผูกพันของคน สัตว์ สิ่งของ ภูตผี และสถานที่แห่งความทรงจำที่เกิดขึ้นรายล้อมร้านหนังสือ ภาพรวมของหนังสือเล่มนี้เน้นการสะท้อนว่าร้านหนังสือไม่ใช่แค่สถานที่ขายหนังสือ แต่เป็นพื้นที่เก็บความทรงจำและจิตวิญญาณ เหมาะสำหรับคนที่รักหนังสือและชอบวรรณกรรมแนวอบอุ่นหัวใจที่ชวนให้หวนคิดถึงใครสักคนหรือช่วงเวลาเก่าๆ ในชีวิตค่ะ
-เรื่องราวของภูตหนุ่ม: เฝ้ามองวันคืนที่ผันผ่านในร้านหนังสือเล็กๆ เคียงข้างแมวชรา
โดย จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท
-วิญญาณสาวในร้านหนังสือ: ความพยายามไขปริศนาในโลกของนักเขียนผ่านเศษเสี้ยวความทรงจำ
โดย ปองวุฒิ รุจิระชาคร
-ช่างภาพและเจ้าสาว: เรื่องราวการถ่ายภาพพรีเวดดิ้งในร้านหนังสือท่ามกลางสายฝนพรำ
โดย ประชาคม ลุนาชัย
-นักออกแบบประสบการณ์: ความรักฝังใจที่เริ่มต้นขึ้นในร้านหนังสือที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดในโลก
โดย วีรพร นิติประภา
-เด็กสาวลึกลับในห้องสมุด: การพบเจอที่เปลี่ยนชีวิตของชายหนุ่มคนหนึ่งไปตลอดกาล
โดย อนุสรณ์ ติปยานนท์
จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้คือ เราจะได้เสพงานเขียนจาก 9 นักเขียนไทยร่วมสมัยที่มีสไตล์โดดเด่นเฉพาะตัวในเล่มเดียว และด้วยความที่หนังสือเป็นรูปแบบเรื่องสั้น อ่านจบได้ในตอน ใครไม่ค่อยมีเวลาก็สามารถหยิบมาอ่านได้เรื่อยๆ โดยไม่ทำให้ขาดอรรถรส สุดท้ายที่ไม่ควรพลาดคือแม้ว่าเนื้อเรื่องจะใช้ฉากร้านหนังสือเหมือนกัน แต่มีเรื่องราวหลากหลาย ทั้งแฟนตาซี โรแมนติก ดราม่า และลึกลับซ่อนเงื่อน เอาไว้ในเล่มเดียว เหมาะจะหยิบไปอ่านที่ Book Café อ่านไปจิบกาแฟไป นั่งมองผู้คนที่แวะเวียนเข้ามาเลือกหนังสือ เราว่าคนรักหนังสือต้องฟินสุดจะบรรยายแน่นอน
หนังสือเล่มนี้บอกเล่าเรื่องราวผ่านแนวคิด "Home is where the heart is" หรือบ้านคือวิมานของเรา โดยพาทุกคนเปิดประตูเข้าไปสำรวจชีวิตประจำวันและโลกส่วนตัวของหญิงสาวหลากหลายสไตล์ในห้องพักของพวกเธอ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแม้จะเป็นเพียงห้องพักขนาดเล็ก แต่หากได้ตกแต่งด้วยสิ่งของที่ชอบ มีสัตว์เลี้ยงคู่ใจ พื้นที่นั้นก็สามารถกลายเป็นดินแดนแสนอบอุ่นที่ช่วยเยียวยาจิตใจจากความเหนื่อยล้า และชาร์จพลังให้พร้อมเผชิญหน้ากับวันใหม่ได้อย่างมหัศจรรย์ค่ะ
Room 1 My Favorite Place: การค้นพบมุมโปรดและพื้นที่เซฟโซนภายในห้องพัก
Room 2 Making a Feast - Evening: ช่วงเวลาแห่งความสุขในการลงมือเข้าครัวทำอาหารจานโปรดในยามเย็น
Room 3 Jellyfish Slumber: บรรยากาศห้องพักที่ชวนให้ผ่อนคลาย ล่องลอย และหลับใหลอย่างเป็นสุข
Room 4 Living Happily with Plants: โลกของหญิงสาวที่รักการปลูกต้นไม้และเติมเต็มความสดชื่นริมหน้าต่าง
Room 5 Date! Date! Date!: บรรยากาศและความตื่นเต้นของการเตรียมตัวในห้องพักก่อนออกไปเดต
จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้คือภาพวาดลายเส้นที่เต็มไปด้วยรายละเอียด สิ่งของกระจุกกระจิกและสัตว์เลี้ยงตัวจิ๋วที่ชวนให้คนอ่านรู้สึกอบอุ่นหัวใจ มีการดำเนินเรื่องเรียบง่าย เน้นถ่ายทอดกิจกรรมธรรมดา ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การจัดห้อง ทำอาหาร เล่นกับสัตว์เลี้ยง แต่กลับเปี่ยมล้นไปด้วยความสุขพลังและยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจ ชวนให้ผู้อ่านอยากหันมาจัดแต่งห้องพัก และให้ความสำคัญกับพื้นที่ส่วนตัวของตัวเองมากขึ้นอีกด้วยค่ะ สำหรับเล่มนี้เหมาะจะหยิบมาอ่านในวันที่อยากเดตกับตัวเองอยู่ที่ห้อง ฟีลแบบวันนี้อยากทำอะไรพิเศษหน่อยแต่ก็ไม่อยากเดินทาง อ่านเล่มนี้จบแล้วอาจจะอยากออกไปหาเฟอร์นิเจอร์ใหม่ๆ มาแต่งห้องก็ได้นะคะ
เป็นนิยายฟีลกู้ดสไตล์ญี่ปุ่นที่เล่าเรื่องราวผ่านร้านปิกนิกบาสเกต ซึ่งเป็นร้านแซนด์วิชเล็ก ๆ ตั้งอยู่ในสวนสาธารณะอุซึโบะ บริหารโดยสองพี่น้อง "ซากะ" และ "ฟูคิโกะ" โดยมีแนวคิดหลักว่าอาหารแสนธรรมดาของใครบางคนอาจเป็นอาหารแสนพิเศษที่เต็มไปด้วยความทรงจำและเรื่องราวมากมายของใครอีกคน ซึ่งแซนด์วิชแต่ละชิ้นในร้านจะปรุงขึ้นจากความรู้สึกและความทรงจำ เพื่อช่วยเยียวยาบาดแผลและส่งต่อความหวังดีให้กับผู้คนที่แวะเวียนเข้ามา
บทที่ 1: ฉันเกลียดแซนด์วิชไข่ - เรื่องราวของความอคติ บาดแผล และความทรงจำวัยเด็กที่ซ่อนอยู่ภายใต้เมนูที่ดูเรียบง่ายที่สุด
บทที่ 2: รสชาติแฝงของแฮมผัดกะหล่ำปลี - การสะท้อนถึงความสัมพันธ์ ความเข้าอกเข้าใจ และการมองเห็นสิ่งดี ๆ ที่ซ่อนอยู่ในความธรรมดาของชีวิตประจำวัน
บทที่ 3: รอวันได้พบ – เรื่องราวเกี่ยวกับการรอคอย ความหวัง และการพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก
บทที่ 4: คนละครึ่ง – การแบ่งปัน การประนีประนอม และการเยียวยาความสัมพันธ์ที่เคยแตกร้าวให้กลับมาเชื่อมต่อกันอีกครั้ง
บทที่ 5: โบสีเหลืองเข้าคู่ – บทสรุปแห่งความหวัง การยอมรับตนเอง และการก้าวต่อไปข้างหน้าด้วยใจที่เปี่ยมพลัง
เป็นเล่มที่สะท้อนให้เห็นว่า อาหารคือไทม์แมชชีนแห่งความทรงจำ แซนด์วิชแต่ละชิ้นในร้านไม่ได้ทำเพื่อให้อิ่มท้องเท่านั้น แต่รสชาติที่พิถีพิถันจะทำหน้าที่ปลุกความทรงจำเก่า ๆ ทั้งสุขและเศร้า ให้ผู้คนได้กลับมาทบทวนตัวเอง อีกทั้งหนังสือยังเน้นย้ำว่าความรู้สึกและความหวังดีของมนุษย์ สามารถส่งต่อจากมือสู่มืออีกด้วย ด้วยความที่ดำเนินเรื่องเนิบช้าสไตล์ญี่ปุ่น เหมาะมากสำหรับคนที่อยากอ่านเพื่อชุบชูจิตใจจากความเหนื่อยล้าให้กลับมาพร้อมก้าวต่อไปในวันใหม่ เหมาะมากที่จะพกเล่มนี้ไปอ่านในวันที่อยากพาตัวเองกลับไปร้านที่เคยไปประจำหรือจะเป็นสถานที่แห่งความทรงจำที่เราเคยมีกับคนสำคัญบางคนก็เริ่ด อาจจะมีความคิดถึงนิดหน่อย แต่รับรองว่าเอนจอยไปกับหนังสือแน่นอนค่ะ
เป็นวรรณกรรมเกาหลีที่รวบรวม 29 เรื่องสั้นที่สร้างจากเรื่องจริง บอกเล่าความผูกพันระหว่างมนุษย์ ความทรงจำ และหนังสือมือสองที่เลิกตีพิมพ์ไปแล้ว เรื่องราวในเล่มเกิดขึ้นในร้านหนังสือมือสองขนาดเล็กแห่งหนึ่ง ที่มีเงื่อนไขการให้บริการสุดพิเศษให้กับลูกค้าทุกคนที่กำลังตามหาหนังสือเก่าที่หายากหรือเลิกผลิตไปแล้ว โดยเจ้าของร้านยินดีจะช่วยสืบเสาะค้นหาหนังสือเล่มนั้นให้ โดยไม่คิดค่าบริการเป็นเงิน แต่ขอเก็บค่าบริการเป็นเรื่องราวความทรงจำเบื้องหลังเกี่ยวข้องกับหนังสือเล่มนั้นแทน
สารสำคัญของเล่มนี้คือสื่อว่า หนังสือคือแคปซูลกาลเวลา หนังสือเก่าทุกเล่มไม่ได้เป็นแค่กระดาษ แต่เป็นสิ่งบันทึกความรู้สึก ช่วงเวลา และตัวตนของผู้เช่าหรือผู้ซื้อในอดีต ลูกค้าที่มาใช้บริการส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการเพียงแค่ตัวเล่มหนังสือ แต่พวกเขากำลังตามหาชิ้นส่วนความทรงจำที่หล่นหาย เพื่อสะสางความรู้สึกที่ยังค้างคาใจในอดีต เช่นหนังสือที่สอนให้รู้จักกับรักครั้งแรก หนังสือที่เป็นตัวแทนของครอบครัวหรือคนสำคัญที่จากไป หนังสือที่เคยสร้างบาดแผลในใจหรือมีพลังบางอย่าง รวมถึงหนังสือจุดประกายที่เปลี่ยนทิศทางและพาชีวิตออกเดินทางนั่นเอง
หนังสือเล่มนี้ดำเนินเรื่องอย่างเรียบง่าย อบอุ่น แฝงไปด้วยความเหงาและความคิดถึง หรือ Nostalgia เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่รักหนังสือ และเชื่อว่าสิ่งของทุกชิ้นมีเรื่องเล่าในตัวเอง เห็นเล่มนี้แล้วอดที่จะนึกถึงร้านหนังสือมือสองไม่ได้เลยค่ะ ถ้ามีแพลนพาตัวเองไปค้นๆ เลือกๆ หนังสือมือสอง อย่าลืมพกเล่มนี้ไปอ่านที่คาเฟ่ใกล้ๆ ก็น่าจะอิ่มใจไม่เบานะคะ
นวนิยายแปลญี่ปุ่นแนวอบอุ่นหัวใจและฮีลใจ มีเนื้อหาเน้นเรื่องการให้กำลังใจ ความตลกเบาสมอง และแฝงข้อคิดเกี่ยวกับการใช้ชีวิต เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อปู่ของชิน สมาชิกชมรมเพื่อนช่วยเพื่อน ต้องการทำตามความปรารถนาสุดท้ายของคุณโยโกะ อดีตเจ้าของมินาโตะโฮเต็ล ที่อยากให้จัดงานศพของเธอ ณ สวนหลังโรงแรมในบรรยากาศรื่นเริง แต่ปัญหาก็คือ ไม่มีใครรู้ว่ากุญแจสวนถูกเก็บไว้ที่ไหน ปู่จึงไหว้วานให้ชินช่วยมาตามหากุญแจ แต่ก่อนที่ภารกิจตามหากุญแจจะเริ่มขึ้น เหตุการณ์กลับยิ่งวุ่นวายกว่าเดิมเมื่อ มินาโตะ อัตสึฮิโกะ ลูกชายของคุณโยโกะ ซึ่งเป็นผู้ดูแลโรงแรมคนปัจจุบัน ประสบอุบัติเหตุตกบันไดจนขาหัก แถมเจ้าคิราตะ คาราเมล แมวสามสีแสนรักที่เป็นดั่งหัวใจและมาสคอตของโรงแรม ดันหลุดหายตัวไปในเวลาไล่เลี่ยกัน ภารกิจทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการตามหากุญแจสวน การออกตามล่าหาแมวที่หายไป และการต้องมาช่วยสแตนด์บายเฝ้าเคาน์เตอร์โรงแรมกะกลางคืนจึงตกเป็นของชินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งตอนแรกเขาเผลอรับคำท้าและยอมช่วยเพียงเพราะต้องการตัดรำคาญเท่านั้น แต่ความวุ่นวายเหล่านี้กลับทำให้ชินได้เรียนรู้ที่จะเป็นที่พึ่งให้คนอื่น ควบคู่ไปกับการรู้จักพึ่งพาผู้อื่น และอนุญาตให้ตัวเองได้พักผ่อนก่อนที่สภาพร่างกายและจิตใจจะรับไม่ไหว
จุดเด่นของเล่มนี้คืออ่านแล้วรู้สึกได้ถึงบรรยากาศอบอุ่น สบายใจ ทำให้ช่วยเยียวยาจิตใจได้ดี เหมาะสำหรับอ่านในวันพักผ่อน แนะนำเป็นการไป staycation แบบไม่ต้องเดินทางไปต่างจังหวัด แค่มองหาโรงแรมที่ถูกใจแล้วพาตัวเองไปพักผ่อนในสถานที่แปลกใหม่ให้ฟีลเดียวกันกับตัวละครหลักที่ต้องเฝ้าโรงแรม เพิ่มดาเมจความฟิน 100% แน่นอนค่ะ
นวนิยายเกาหลีแนวอบอุ่นหัวใจบอกเล่าเรื่องราวของผู้คนหลากหลายชีวิตในเมืองใหญ่ที่ต่างมีบาดแผลและความทุกข์ใจ แต่จิตใจของพวกเขาได้รับการเยียวยาผ่านการเขียนระบายความในใจและโต้ตอบกันในไดอารีเล่มหนึ่งที่วางอยู่ในร้านซักผ้าหยอดเหรียญ เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นที่ร้าน "บิงกุลบิงกุล" ที่แปลว่าหมุนวนไปมา ในย่านย็อนนัมดง วันหนึ่งมีไดอารีปกสีเขียวอ่อนเล่มหนึ่งถูกลืมทิ้งไว้บนที่นั่งรอผ้า ลูกค้าที่มาใช้บริการซึ่งต่างกำลังเผชิญหน้ากับมรสุมชีวิตที่แตกต่างกัน ได้บังเอิญเปิดอ่านและเริ่มเขียนระบายความหม่นหมองในใจลงไป จากบันทึกตัดพ้อของคนแปลกหน้ากลายเป็นบทสนทนาที่ให้กำลังใจ ให้คำแนะนำ และปลอบประโลมซึ่งกันและกันอย่างอบอุ่น โดยที่พวกเขาไม่เคยรู้จักหรือเห็นหน้าค่าตากันมาก่อน
หนังสือเปรียบเทียบการซักผ้า กับการชำระล้างจิตใจว่าคราบสกปรกบนเสื้อผ้าซักออกได้ด้วยน้ำและผงซักฟอกฉันใด ความทุกข์ในใจก็เยียวยาได้ด้วยการมีใครสักคนคอยรับฟังและเข้าใจฉันนั้น อีกทั้งยังทำให้เราเห็นถึงพลังของคนแปลกหน้า เพราะบ่อยครั้งเราไม่กล้าเล่าความอ่อนแอให้คนใกล้ชิดฟังเพราะกลัวพวกเขาเป็นห่วงหรือตัดสิน การระบายให้คนแปลกหน้าในไดอารีฟังกลับทำให้ตัวละครรู้สึกปลอดภัยและกล้าเปิดใจกว่า สุดท้ายคือความเชื่อมโยงของมนุษย์จากตัวหนังสือเล็กๆ ในไดอารีเล่มเขียวกลับถักทอความสัมพันธ์ของคนในชุมชนย็อนนัมดง ให้กลับมาช่วยเหลือและขับเคลื่อนชีวิตของกันและกันไปข้างหน้าได้อีกครั้ง
หนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นว่า ตัวหนังสือที่เขียนด้วยความห่วงใย ในไดอารีเล่มเก่า ๆ สามารถเปลี่ยนชีวิตและช่วยดึงคนคนหนึ่งขึ้นมาจากความมืดมนได้อย่างไรนั่นเอง และเล่มนี้เหมาะจะอ่านที่ไหนไม่ได้เลยนอกจากระหว่างรอซักผ้า ซึ่งร้านในยุคนี้ก็มีที่ทางให้นั่งอย่างสบายใจ มีเพลงคลอเบาๆ ให้ฟังระหว่างรอซัก รับรองว่าอ่านจบแล้วจะมองสถานที่ธรรมดา ๆ อย่างร้านซักผ้าหยอดเหรียญหรือสมุดบันทึกเปลี่ยนไปค่ะ
เราคิดว่าบางทีการออกไปนั่งอ่านหนังสือข้างนอกไม่ใช่แค่การเปลี่ยนสถานที่อ่าน แต่คือการอนุญาตให้ตัวเองได้หยุดพัก ได้สูดหายใจ และได้เปิดโลกใบใหม่ไปพร้อมกับตัวอักษร ได้เปลี่ยนบรรยากาศจากการนั่งในห้องสี่เหลี่ยมเดิมๆ ออกไปนั่งฟังเสียงผู้คน สลับกับการพลิกหน้ากระดาษ เป็นความสุขเล็กๆ ที่เราออกแบบได้เองโดยที่ไม่ต้องรอใครมาทำให้เลยค่ะ หวังว่าทุกคนจะอ่านหนังสืออย่างสนุกและค้นพบช่วงเวลาที่ดีกับตัวเองกันนะคะ
ฝ่ายบริการสมาชิก The 1 หรือ The1 Call Center
ที่หมายเลข 02-660-1000 ได้ทุกวัน ตั้งแต่ 9.00 น. จนถึง 22.00 น. เพื่อแจ้งความประสงค์ขอยกเลิกการรับข้อมูลข่าวสาร
จะมีผลให้ส่วนลด พลังสะสมหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่ได้รับจะถูกยกเลิกในทันที และหากท่านกลับมาสมัครใหม่ในภายหลังจะถือเป็นสมาชิกใหม่
ของท่านจะถูกยกเลิกทันที หลังจากท่านกดยืนยัน