เคยมั้ย เปิดหนังสือพร้อมแล้ว ปากกาพร้อม โน้ตพร้อม แต่บรรยากาศเงียบเกินไปจนรู้สึกเหงา พอเปิดเพลงที่ชอบขึ้นมาเท่านั้นแหละ… จากตั้งใจจะอ่านหนังสือ กลายเป็นร้องตามเพลงไปหนึ่งชั่วโมง
จริง ๆ แล้ว เพลงสามารถช่วยสร้างบรรยากาศและทำให้การอ่านหนังสือเพลินขึ้นได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเพลงทุกประเภทจะเหมาะกับการอ่านทุกแบบ เพราะเพลงที่มีเนื้อร้องชัด ๆ หรือจังหวะที่เร้าใจเกินไป อาจดึงความสนใจของเพื่อนๆ ออกจากเนื้อหาที่กำลังอ่านได้ ดังนั้น ถ้าเพื่อนๆ อยากมีเสียงเพลงเป็นเพื่อนระหว่างอ่านหนังสือ ลองมาดู Playlist แต่ละสไตล์ที่ B2S CLUB เลือกมาให้ พร้อมวิธีเลือกเพลงให้เข้ากับการอ่านแต่ละประเภทกัน
ถ้าพูดถึงเพลงอ่านหนังสือ หลายคนน่าจะนึกถึง Lo-fi เป็นอันดับแรก จุดเด่นคือจังหวะไม่เร็วหรือช้าเกินไป มีเสียง Beat เบา ๆ และมักไม่มีเนื้อร้องที่ดึงความสนใจมากนัก ทำให้เปิดคลอเป็น Background ได้ดี
เหมาะกับ: อ่านหนังสือทั่วไป / จดสรุป / ทำการบ้าน / อ่านบทความ / ทบทวนเนื้อหาที่คุ้นเคย
ลองเลือก Playlist ที่มีคำว่า “Lo-fi Study” “Lo-fi Beats” “Chill Beats” “Study Beats”
และเลือก Playlist ที่มีเพลงต่อเนื่องยาว ๆ จะช่วยลดการเสียเวลามานั่งเลือกเพลงใหม่ทุก 3 นาที
เพราะบางทีสิ่งที่ทำให้เราเสียสมาธิไม่ใช่เพลง แต่คือการคิดว่าเพลงต่อไปจะฟังอะไรดีนะ ?
ถ้าวันไหนต้องอ่านเนื้อหาหนัก ๆ หรือทำงานที่ต้องใช้สมาธิต่อเนื่อง ลองเปลี่ยนจากเพลง Beat มาเป็น Piano เสียงดนตรีที่ไม่มีเนื้อร้อง จะช่วยลดโอกาสที่เราจะเผลอสนใจคำร้อง โดยเฉพาะเวลาต้องอ่านเนื้อหาจำนวนมาก
เหมาะกับ: อ่าน Textbook / จำเนื้อหา / เขียนสรุป / ทำโจทย์
ถ้าชอบฟีลสงบ ๆ ลองหา Playlist ประเภท “Piano for Studying” “Deep Focus Piano”
ไม่จำเป็นต้องเป็นเพลงช้ามากเสมอไป ถ้าเพลงช้าจนทำให้รู้สึกง่วง ลองเลือกเพลงที่มีจังหวะสม่ำเสมอขึ้นมาอีกนิด จะช่วยสร้าง Energy ระหว่างอ่านได้มากกว่า
ถ้าต้องอ่านหนังสือเป็นเวลานาน ลองเลือกเพลงที่มีโครงสร้างต่อเนื่องและไม่มีเนื้อร้อง เช่น Orchestra, Piano หรือ String Ensemble เสียงดนตรีที่มีการเปลี่ยนแปลงไม่เยอะเกินไปจะช่วยให้เพลงอยู่เบื้องหลังมากกว่ากลายเป็นสิ่งที่เราต้องตั้งใจฟัง
เหมาะกับ: อ่านเนื้อหายาก / ทำโจทย์จำนวนมาก / เขียน Essay / ทำสรุปยาว ๆ / เตรียมสอบ
ลองเสริชหา Playlist “Deep Focus” “Classical Focus” “Study Classical” “Focus Orchestra”
บางคนไม่ได้ต้องการเพลงเลย แต่อ่านหนังสือได้ดีขึ้นเมื่อมีเสียง Background เบา ๆ เช่น️ เสียงฝน เสียงคลื่น เสียง Fireplace เสียง Café เสียงธรรมชาติ เสียงเหล่านี้ช่วยสร้างความรู้สึกเหมือนเราอยู่ในพื้นที่ส่วนตัว และช่วยกลบเสียงรบกวนรอบตัวได้
เหมาะมากสำหรับคนที่ไวต่อเสียงทุกสิ่งรอบตัว อย่างหมาเห่า คนคุยกัน รถวิ่งผ่าน ประตูเปิด ตู้เย็นทำงาน ลองเปิด Rain Ambience เบา ๆ เพื่อสร้างเสียงพื้นหลังที่สม่ำเสมอ จะช่วยให้เราไม่ว่อกแว่กกับเสียงใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นตลอดเวลา
ถ้าเพื่อนๆ เป็นคนที่รู้สึกว่า “ทำไมอ่านหนังสือที่บ้านไม่โฟกัสเท่าคาเฟ่?” ลองเปิดเสียง Café Ambience แทน เช่น เสียงคนคุยเบา ๆ เสียงแก้วกระทบโต๊ะ เสียงเครื่องชงกาแฟ เสียง Background Noise ทั้งหมดนี้สร้างบรรยากาศแบบทำให้รู้สึกว่า มีคนอื่นกำลังทำงานอยู่ด้วย
เหมาะกับ: ทำ Creative Work / อ่านหนังสือ / ทำงาน / เขียนงาน
และข้อดีคือ ไม่ต้องเสียเงินซื้อกาแฟแก้วละ 150 บาททุกครั้งที่ต้องอ่านหนังสือยังไงล่ะ
ถ้าเพลงทั่วไปทำให้เพื่อนๆ เบื่อ ลองใช้ Soundtrack จากเกมหรือภาพยนตร์ ที่คุ้นเคย แต่มีข้อแม้ว่า ควรเลือกเพลงที่ไม่มีเนื้อร้อง และไม่ใช่เพลงที่ทำให้อยากหยุดอ่านเพื่อไปดูฉากนั้นทันที เช่น เพลง Background ที่ใช้ตอนสำรวจโลกในเกม หรือเพลงประกอบฉากที่ไม่ได้ Dramatic มาก
ข้อดีคือ Soundtrack มักถูกออกแบบมาให้เล่นเป็น Background อยู่แล้ว จึงเหมาะกับการเปิดยาว ๆ แต่ถ้าเปิดเพลงจากหนังเรื่องโปรดแล้วเริ่มคิดว่า “ฉากนี้พระเอกเท่มาก…” แปลว่า Playlist นี้อาจไม่เหมาะกับการอ่านแล้วนะ
ถ้าเพลงทำให้เพื่อนๆ เผลอฟังมากกว่าฟังหนังสือ ลองตัดเพลงออกไปเลย แล้วใช้ Noise แทน มี 2 แบบคือ White Noise เสียงสม่ำเสมอคล้ายเสียง “ซ่า ๆ” ช่วยกลบเสียงรบกวนจากรอบตัว และ Brown Noise คือเสียงคล้ายกันแต่เสียงทุ้มกว่าและนุ่มกว่า หลายคนชอบใช้ White Noise ตอนทำงานหรืออ่านหนังสือเป็นเวลานาน
เหมาะกับ: ทำโจทย์ / อ่านหนังสือยาว ๆ / งานที่ต้องใช้สมาธิ / คนที่ไวต่อเสียงรบกวน
ข้อดีคือไม่มี Melody ให้สมองต้องตาม เปิดแล้วปล่อยให้มันอยู่เป็น Background ได้เลย
คำตอบคือ ได้! ไม่ได้มีกฎว่าการอ่านหนังสือต้องฟังแต่เพลงไม่มีเนื้อร้อง แต่ต้องดูว่า เพื่อนๆ กำลังทำอะไร ถ้ากำลังทำงานที่ไม่ต้องใช้ภาษาเยอะ เช่น จัดโน้ต วาด Mind Map จัด Flashcards ทำงานที่คุ้นเคย เพลงมีเนื้อร้องอาจไม่ได้รบกวนมากนัก แต่ถ้ากำลังอ่านภาษาอังกฤษ เขียน Essay จำศัพท์ เพลงที่มีเนื้อร้องอาจดึงความสนใจของสมองออกไปได้ง่ายกว่า โดยเฉพาะถ้าเป็นเพลงที่เราชอบมากและรู้เนื้อร้องทุกคำ ทางที่ดี เปิดแบบไม่มีเนื้อร้องในตอนที่ต้องใช้สมาธิหนักๆ ดีกว่านะ
ตัวอย่างเช่น
เปิด Lo-fi Playlist
อ่านเนื้อหา + จดสรุป
Break 10 นาที ปิดเพลง ลุกเดิน ดื่มน้ำ ยืดตัว
เปิด Deep Focus / Classical แล้วทำโจทย์
เปิด Rain Sounds ทบทวนเนื้อหาเบา ๆ
วิธีนี้ช่วยให้สมองรับรู้ว่าแต่ละ Playlist มีโหมดการทำงานคนละแบบ เมื่อทำซ้ำบ่อย ๆ การเปิดเพลงเดิมอาจกลายเป็นสัญญาณว่า “โอเค ได้เวลาโฟกัสแล้ว”
นี่คือกับดักใหญ่ที่สุดของคนใช้ Playlist ตั้งใจจะเปิดเพลงอ่านหนังสือ แต่ใช้เวลา 20 นาทีเลือกเพลง ทางแก้คือ เตรียม Playlist ล่วงหน้า อาจสร้างไว้ 3–5 Playlist ตาม Mood เช่น
พอถึงเวลาอ่านก็เลือก Playlist แล้วห้ามเปลี่ยนกลาง Session
ไม่มี Playlist ที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน บางคนอ่านกับเพลงได้ดีมาก บางคนต้องเงียบสนิท บางคนต้องมีเสียง Background บางคนฟัง Lo-fi แล้วโฟกัส บางคนฟัง Lo-fi แล้วอยากหลับ
ดังนั้นอย่าเพิ่งคิดว่า “คนอื่นบอกว่าเพลงนี้ช่วยอ่านหนังสือ ฉันต้องฟังแล้วจะโฟกัสแน่นอน” ให้ลองทดลองง่าย ๆ
เปลี่ยน Playlist ไปเรื่อย แล้วดูว่าฟังอันไหน ทำให้โฟกัสได้ดีที่สุด
เพลงที่ดีที่สุดสำหรับอ่านหนังสือ คือเพลงที่ “เราไม่ต้องตั้งใจฟัง” การฟังเพลงระหว่างอ่านหนังสือไม่มีสูตรตายตัว บางคนโฟกัสได้ดีเมื่อมี Lo-fi คลอเบา ๆ บางคนชอบ Piano หรือ Classical ขณะที่บางคนทำงานได้ดีที่สุดกับเสียงฝนหรือ Brown Noise
หัวใจสำคัญคือ เลือกเสียงให้เหมาะกับงานและตัวเอง ถ้าต้องอ่านเนื้อหาหนัก ๆ หรือจำข้อมูล ลองเริ่มจาก เพลง Instrumental, Piano, Classical หรือ Ambient ถ้าต้องทำงานเบา ๆ หรือจดสรุป Lo-fi และ Café Ambience ก็เป็นตัวเลือกที่ดี และถ้าวันไหนรู้สึกว่าเพลงทำให้เสียสมาธิมากกว่าเดิม…ปิดเพลงไปเลยก็ได้นะ
เพราะสุดท้ายแล้ว Playlist ที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่ Playlist ที่เพราะที่สุด แต่คือ Playlist ที่ทำให้เพื่อนๆ อ่านไปเรื่อย ๆ ได้จนลืมเวลา เปิดเพลงให้เป็น Background แล้วปล่อยให้หนังสือเป็น Main Character กันเถอะ
สร้างบรรยากาศให้การอ่านมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยไอเทมซัพพอร์ตจาก B2S สั่งซื้อออนไลน์ได้เลย
ฝ่ายบริการสมาชิก The 1 หรือ The1 Call Center
ที่หมายเลข 02-660-1000 ได้ทุกวัน ตั้งแต่ 9.00 น. จนถึง 22.00 น. เพื่อแจ้งความประสงค์ขอยกเลิกการรับข้อมูลข่าวสาร
จะมีผลให้ส่วนลด พลังสะสมหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่ได้รับจะถูกยกเลิกในทันที และหากท่านกลับมาสมัครใหม่ในภายหลังจะถือเป็นสมาชิกใหม่
ของท่านจะถูกยกเลิกทันที หลังจากท่านกดยืนยัน