ในวันที่ฝนตก สำหรับบางคนอาจจะเป็นวันที่โลกเหมือนเคลื่อนที่ช้าที่สุด เพราะในเมืองใหญ่ ฝนตกทีไรก็หนีไม่พ้นรถติดยาวเหยียดแทบทุกที สำหรับบางคน ความเหงากับเสียงฝนก็อาจทำให้หัวใจหวิวๆ ไปบ้าง แต่สำหรับเรา ช่วงที่ฝนตกเป็นเหมือนชั่วโมงต้องมนตร์ที่ต้องหยิบหนังสือดีๆ สักเล่มมาอ่านระหว่างที่ละอองน้ำจากฟากฟ้ากำลังทำหน้าที่ของมัน ขอบอกเลยว่าไม่มีอะไรฟินไปกว่านี้แล้ววว
พอฤดูกาลแห่งฝนวนมาอีกปี ก็อดที่จะป้ายยาหนังสือ mood ดี น่าหยิบมาอ่านไป จิบเครื่องดื่มอุ่นๆ ไป ในวันที่ฝนพรำไม่ได้ ทุกเล่มคัดมาแล้วว่าเหมาะจะเปิดอ่านคลอไปกับเสียงฝนตกที่สุด ถ้าอยากรู้แล้วว่าจะมีเล่มไหนถูกใจเพื่อนๆ บ้าง ไปอ่านรีวิวพร้อมกันได้เลยค่า
วรรณกรรมเกาหลีใต้ที่บอกเล่าเรื่องราวอบอุ่นหัวใจและสะท้อนอารมณ์อันหม่นเทาของคนหนุ่มสาวที่กำลังเผชิญหน้ากับความโดดเดี่ยว ปมในอดีต และการก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากในชีวิต ถ่ายทอดผ่านตัวละครหลักได้แก่
แฮจู: หญิงสาวผู้แบกรับภาระและสละชีวิตวัยรุ่นเกือบทั้งหมดไปกับกิจการครอบครัว เธอทำงานในโรงงานเย็บถุงมือซ่อมซ่อที่เปิดเครื่องจักรแทบจะตลอด 24 ชั่วโมง ท่ามกลางฝุ่น ความร้อน และเสียงก่นด่าของเพื่อนบ้านรอบข้าง แฮจูรู้สึกว่าชีวิตของเธอแห้งแล้งและไร้ความสุขเหมือนติดอยู่ในทะเลทรายมานานกว่า 13 ปี หลังจากที่แม่ของเธอหนีออกจากบ้านไปอย่างกะทันหัน
คุณร่ม: ชายหนุ่มปริศนาที่แฮจูมักจะเจอตรงม้านั่งใต้ต้นไม้บ่อยๆ เขามีพฤติกรรมแปลกประหลาด คือการกางร่มตลอดเวลา ไม่ว่าวันนั้นแดดจะออก ท้องฟ้าจะแจ่มใส หรือไม่มีฝนตกก็ตาม และเขามักจะพกร่มติดตัวมาอีกหนึ่งคันเสมอ ราวกับกำลังรอคอยที่จะยื่นมันให้ใครบางคน
ทั้งสองตัวละครต่างมีปมและตั้งคำถามกับชีวิต แฮจูตั้งคำถามเกี่ยวกับการมีความฝัน ในขณะที่คุณร่มลงโทษตัวเองด้วยการยืนรอคอยสิ่งที่ไม่รู้ว่าจะปรากฏขึ้นเมื่อไหร่ เมื่อเรื่องราวดำเนินไป ทั้งแฮจูและคุณร่มได้ขยับเข้าหากันทีละน้อยผ่านการสังเกตและบทสนทนา จนกระทั่งถึงจุดเปลี่ยนที่ปมในใจของทั้งคู่เริ่มคลี่คลายในที่สุด
หนังสือสะท้อนเรื่องราวให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเลือกใช้ชีวิตแบบไหน มนุษย์เราล้วนมีความรู้สึกเสียดายด้วยกันทั้งนั้น แต่เมื่อถึงเวลาที่ฝนในใจหยุดตก การกล้าที่จะหุบร่มหรือปล่อยวางอดีต เผชิญหน้ากับความเป็นจริง เวลาจะช่วยเยียวยาความอ้างว้าง และช่วยให้เราสามารถกล้าเปิดรับความสัมพันธ์ใหม่ๆ เข้ามาในชีวิต
หนังสือแนวความเรียงอบอุ่นหัวใจที่เล่าเรื่องราวของความสัมพันธ์ ความคิดถึง ความฝัน และความทรงจำ โดยเปรียบเทียบมรสุมชีวิตหรือความทุกข์ใจเป็นพายุฝน และเปรียบเทียบการก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้เป็นสายรุ้งนั่นเอง
หนังสือชี้ให้เห็นว่าเราไม่สามารถห้ามไม่ให้ฝนตกได้ เช่นเดียวกับปัญหาและความเสียใจในชีวิตที่เราเลี่ยงไม่ได้ แต่ทุกวันมี 24 ชั่วโมงเท่ากัน และมันจะผ่านไปกลายเป็นวันพรุ่งนี้เสมอ อีกทั้งยังชวนให้ผู้อ่านหันกลับมาเรียนรู้ที่จะรักตัวเองอย่างไม่มีเงื่อนไข ซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง และรักผู้อื่นในแบบที่เหมาะสม
ข้อคิดที่ชอบจากหนังสือ
เราว่าเล่มนี้เหมือนเป็นจดหมายปลอบโยนจิตใจ ที่เขียนขึ้นในวันที่ชีวิตเหมือนอยู่ท่ามกลางพายุฝน เพื่อส่งต่อพลังบวก ความเข้าใจ และความหวังให้กับผู้อ่าน มีความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับโลกความจริงในทุกๆ วันเลยค่ะ
แก่นหลักของหนังสือเล่มนี้คือการเปรียบเทียบชีวิตกับการเดินทาง โดยบอกเล่าว่าทางแยกในชีวิตที่เราต้องตัดสินใจนั้นเป็นเหมือนตั๋วเที่ยวเดียว ที่เมื่อเลือกเดินแล้วไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้ แต่การออกเดินทางย่อมมีหลงทางหรือการที่ชีวิตไม่ได้เป็นไปตามแผนเกิดขึ้นเช่นกัน แต่มันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป เพราะระหว่างนั้นเราจะได้เรียนรู้บทเรียน ได้พบเจอผู้คนใหม่ๆ และเข้าใจตัวเองมากขึ้นนั่นเองค่ะ
ข้อคิดที่ชอบจากหนังสือ
การยินดีกับความไม่แน่นอน: เปลี่ยนความกลัวต่อความล้มเหลวหรือการเริ่มต้นใหม่ ให้กลายเป็นการเตรียมใจให้พร้อมสำหรับการผจญภัยครั้งต่อไป
การปล่อยวางและจัดเก็บความทรงจำ: เรียนรู้ที่จะบอกลาอดีตหรือคนในความทรงจำอย่างเป็นทางการ โดยเลือกที่จะเดินหน้าต่อไปและเก็บความรู้สึกดีๆ ไว้ในฐานะความรัก ไม่ใช่ความเจ็บปวด
การกลับมารักและโอบกอดตัวเอง: ไม่ว่าโลกภายนอกจะส่งสิ่งที่เราไม่คาดฝันมาทดสอบเรามากแค่ไหน แต่สิ่งสำคัญคือการดูแลและรักษาร่างกายรวมถึงจิตใจของตัวเองให้ดีที่สุด
หากใครกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนในชีวิต รู้สึกเคว้งคว้าง หรือกำลังเยียวยาจิตใจจากความสัมพันธ์ หนังสือเล่มนี้จะเป็นเหมือนเพื่อนร่วมเดินทางที่คอยปลอบโยนและบอกกับเราว่าไม่เป็นไรเลยที่จะหลงทาง
หนังสือแนวความเรียงและพัฒนาตนเองที่มุ่งเน้นการให้กำลังใจ มีสาระสำคัญคือการเปรียบเทียบความทุกข์หรือปัญหาในชีวิตเหมือนกับความมืดและเปรียบความสุขหรือความหวังเหมือนกับดวงดาว โดยชี้ให้เห็นว่าหัวใจคนเราบรรจุความทุกข์และความสุขไว้ได้พอๆ กัน แต่เรามักวางความทุกข์ไว้ในมุมที่มองเห็นชัดกว่าเท่านั้น หนังสือเล่มนี้จึงทำหน้าที่เหมือนคู่มือปลอบโยนและชวนให้เราปรับมุมมองเพื่อค้นหาความสุขที่ซ่อนอยู่นั่นเองค่ะ
ข้อคิดที่ชอบจากหนังสือ
-เปลี่ยนโฟกัส ชีวิตเปลี่ยน: ชีวิตของเราจะเป็นไปตามสิ่งที่เราเลือกเอาใจไปจดจ่อ หากเรามัวแต่โฟกัสกับเรื่องแย่ ๆ ความมืดก็จะปกคลุมจิตใจ แต่ถ้าเราลองมองหาข้อดีเล็กๆ เราก็จะเจอแสงสว่างเหมือนดวงดาวบนฟ้า
-ความผิดหวังมีไว้ให้เรียนรู้ ไม่ใช่แบกรับ: เมื่อเจอเรื่องผิดหวัง ให้คิดเสียว่ามันคือบทเรียนที่ทำให้เราเติบโตและไม่ประมาทกับความสุข เมื่อล้มแล้วก็แค่ลุกขึ้นมาใหม่เหมือนตุ๊กตาล้มลุก ผิดหวังเรื่องไหนก็แค่ให้วางเรื่องนั้นลง
-พอใจง่ายก็สุขง่าย: ความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรามีมากแค่ไหน แต่อยู่ที่ความยากง่ายในการพึงพอใจ หากเราตั้งเงื่อนไขความสุขไว้สูงเกินไป เราก็จะพบความสุขได้ยากขึ้น
-การยอมรับคือทางออกของปัญหา: บางครั้งทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่การพยายามพังกำแพงหรือแก้ไขทุกอย่างให้ได้ดั่งใจ แต่คือการยอมรับความจริง เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมัน และเติบโตขึ้นจากจุดนั้น
เป็นเล่มที่เหมาะมากสำหรับคนที่กำลังเผชิญหน้ากับช่วงเวลาที่ยากลำบาก ท้อแท้ อ่านเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่าต่อให้ชีวิตจะมืดมนแค่ไหน แสงสว่างและความหวังยังคงมีอยู่รอบตัวเราเสมอค่ะ
หนังสือแนวความเรียงจิตวิทยาและพัฒนาตนเองโดยผู้เขียนชาวเกาหลีใต้ คุณ คึลแบอู เป็นเล่มที่ถ่ายทอดพลังบวก มอบกำลังใจ และแนวคิดการใช้ชีวิตให้กับคนที่กำลังเผชิญกับความล้มเหลว ความเหนื่อยล้า หรือหมดไฟในชีวิต โดยเปรียบเทียบชีวิตของเราเป็นเหมือนฤดูกาลที่หมุนเวียน ไม่มีฤดูหนาวที่เย็นยะเยือกอยู่ตลอดไป และไม่มีฤดูร้อนที่แผดเผาตลอดเวลา ความเศร้าและความทุกข์เป็นเพียงฤดูกาลหนึ่งของชีวิตที่ผ่านมาแล้วจะผ่านไป และเมื่อผ่านพ้นช่วงมรสุม วันที่แสงแดดอบอุ่นและดอกไม้ผลิบานจะเวียนกลับมาหาเราเสมอ
หนังสือยังเน้นย้ำว่า การรู้สึกเหนื่อยล้า ท้อแท้ หรือหลงทาง ไม่ใช่เรื่องผิด ดังนั้นอย่ากดดันหรือตำหนิตัวเองในวันที่ทำได้ไม่ดีพอ แต่ควรอนุญาตให้ตัวเองหยุดพักและยอมรับความอ่อนแอ เพื่อเป็นก้าวแรกของการฟื้นฟูจิตใจ ที่สำคัญคือ ต้องรู้จักเรียนรู้ว่าทุกอุปสรรคและความผิดพลาดที่ผ่านมา ไม่ใช่ความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง แต่เป็นขั้นบันไดพาเราไปสู่จุดที่ดีกว่า
เป็นเล่มที่อ่านแล้วรู้สึกเหมือนได้รับกอดที่อบอุ่นและคำปลอบโยนในวันอ่อนล้า แนะนำสำหรับคนที่กำลังอยู่ในสภาวะหมดไฟ ผิดหวังจากความรัก การงาน หรือชีวิต อ่านเพื่อให้กลับมามีพลังกล้าเผชิญหน้าและเดินต่อไปได้อีกครั้ง
หนังสือแนวความเรียงพัฒนาตนเองและให้กำลังใจที่เปรียบเทียบชีวิตของมนุษย์กับต้นไม้และดอกไม้ โดยเน้นย้ำว่า มนุษย์ทุกคนต่างมีฤดูกาลผลิบานและความสำเร็จเป็นของตัวเอง จงเรียนรู้และทำความเข้าใจว่าก่อนที่เมล็ดพันธุ์จะโผล่พ้นดินและบานเป็นดอกไม้ที่สวยงามได้ ย่อมต้องเผชิญกับพายุ ลมแรง และฝนกระหน่ำ ก่อนจะผลิบานอย่างงดงามในช่วงเวลาที่เหมาะสม
ข้อคิดที่ชอบจากหนังสือ
-ทำความรู้จักตนเอง: คนแรกที่เราต้องทำความเข้าใจและสนิทใจด้วยมากที่สุดคือตัวเราเอง เราต้องเป็นคนกำหนดนิยามและสร้างคำตอบให้กับความสุขของตัวเอง
-หยุดเปรียบเทียบ: การนำตัวเองไปเทียบกับคนที่ประสบความสำเร็จไปก่อน มีแต่จะทำให้หมดกำลังใจ จงจดจ่ออยู่กับการเติบโตในกระถางของตัวเอง
-คุณค่าไม่เคยเปลี่ยนแปลง: ไม่ว่าตอนนี้จะประสบความสำเร็จแล้ว หรือกำลังพยายามอยู่ เนื้อแท้ของเราก็ยังคงงดงามและมีคุณค่าในตัวเองเสมอไม่ต่างจากดอกไม้
หนังสือเล่มนี้อาจจะแค่อยากบอกกับเราว่า อย่าเร่งรีบจนสูญเสียความเป็นตัวเอง และอย่าหมดหวังในวันที่ยังไม่สมหวัง เพราะตราบใดที่เรายังไม่ยอมแพ้และยังคงรักตัวเองอย่างดี วันหนึ่งฤดูกาลของเราจะมาถึง และเราจะผลิบานได้อย่างงดงามที่สุดในรูปแบบของเราทุกคนเอง
หวังว่าหนังสือเหล่านี้ จะเป็นเพื่อนคลายเหงาที่ดีให้ทุกคนในช่วงเวลาที่ฝนตก และถึงแม้ว่าฝนอาจจะทำให้เราเหงา แต่ตัวอักษรในหน้ากระดาษจะพาเราไปผจญภัย เรียนรู้สิ่งใหม่ ให้บทเรียน และปลอบใจอยู่ข้างๆ เราเสมอ ขอให้ทุกคนสนุกกับการอ่าน และอย่าลืมดูแลตัวเองให้แข็งแรง ไม่ป่วยทั้งกายและใจในหน้าฝนนี้นะคะ
ฝ่ายบริการสมาชิก The 1 หรือ The1 Call Center
ที่หมายเลข 02-660-1000 ได้ทุกวัน ตั้งแต่ 9.00 น. จนถึง 22.00 น. เพื่อแจ้งความประสงค์ขอยกเลิกการรับข้อมูลข่าวสาร
จะมีผลให้ส่วนลด พลังสะสมหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่ได้รับจะถูกยกเลิกในทันที และหากท่านกลับมาสมัครใหม่ในภายหลังจะถือเป็นสมาชิกใหม่
ของท่านจะถูกยกเลิกทันที หลังจากท่านกดยืนยัน