เพื่อน ๆ เคยรู้สึกไหมว่าบางทีเราก็มีความรู้สึกบางอย่างที่ไม่อยากยอมรับว่ามีอยู่? ไม่ว่าจะเป็นความอิจฉาลึก ๆ ความโกรธที่ดูไร้เหตุผล หรือความกลัวที่ซ่อนไว้ใต้รอยยิ้ม สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความผิดปกติ แต่มันคือส่วนหนึ่งของจิตใจที่เรียกว่า Shadow หรือเงามืดที่รอการสำรวจ
วันนี้ B2S CLUB จะมาชวนเปิดประตูเข้าสู่โลกของ Shadow Work กระบวนการที่จะเปลี่ยน ด้านมืด ให้กลายเป็นพลังในการเติบโต พร้อมแนะนำ หนังสือพัฒนาตนเอง และ หนังสือจิตวิทยา แนะนำ ที่จะช่วยให้การเผชิญหน้ากับตัวเองครั้งนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายและอบอุ่นหัวใจกว่าที่คิด
คำว่า Shadow Work คือ กระบวนการทางจิตวิทยาที่ชวนเราไปทำความรู้จักกับ "เงา" ในตัวเอง ซึ่งเป็นแนวคิดของ Carl Jung นักจิตวิเคราะห์ชื่อดัง เงาในที่นี้ไม่ได้แปลว่าเราเป็นคนเลวร้ายนะ แต่หมายถึงส่วนผสมของอารมณ์ ความรู้สึก หรือนิสัยที่เราไม่ยอมรับ และเก็บกดมันไว้ในจิตใต้สำนึก เช่น ความอิจฉา ความโกรธแค้น หรือความอ่อนแอ เพราะเราถูกหล่อหลอมจากสังคมว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ดี
"Until you make the unconscious conscious, it will direct your life and you will call it fate." (จนกว่าเราจะทำให้จิตใต้สำนึกกลายเป็นจิตสำนึก มันจะคอยบงการชีวิตเรา และเราจะเรียกสิ่งนั้นว่าโชคชะตา) — Carl Jung
การทำ Shadow Work จึงไม่ใช่การกำจัดเงาออกไป แต่คือการดึงสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาพูดคุย ทำความเข้าใจ และยอมรับเพื่อให้เรากลายเป็นคนที่สมบูรณ์มากขึ้นนั่นเอง
การสำรวจด้านมืดอาจจะดูน่ากลัวนิดหน่อยในตอนแรก แต่เชื่อเถอะว่าผลลัพธ์คุ้มค่ามาก ลองเริ่มง่าย ๆ ตามขั้นตอนนี้ดูนะ
อนุญาตให้ตัวเองรู้สึก เมื่อความรู้สึกด้านลบปรากฏขึ้น อย่าเพิ่งรีบผลักไส ให้ลองนั่งอยู่กับมัน หายใจลึก ๆ และยอมรับว่า ตอนนี้ฉันกำลังโกรธนะ และมันก็โอเคที่จะโกรธ
ในยุคปัจจุบัน Shadow Work ได้กลายเป็นเครื่องมือที่แพร่หลายในแวดวง Life Coaching การจัดการความเครียด และการบำบัดทางจิต โดยมีการนำมาประยุกต์ใช้ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของ
เข้าใจที่มาและหลักการกันพอหอมปากหอมคอแล้ว เราไปอ่านรีวิวหนังสือที่จะช่วยให้เพื่อน ๆ ล้วงใจ สำรวจตัวตนอีกด้านที่ใช่ได้สำเร็จกันดีกว่าค่ะ
หนังสือเล่มนี้เขียนโดย Ryan Holiday เป็นหนังสือเล่มแรกในชุด "The Stoic Virtues" ที่หยิบยกหลักปรัชญา Stoic มาประยุกต์ใช้เพื่ออธิบายเรื่อง "ความกล้าหาญ" ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์
เนื้อหาหลักของหนังสือจะแบ่งได้เป็น 3 ส่วนตามลำดับขั้นของความกล้า ดังนี้
1. ความกลัว (Fear) ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่าความกล้าหาญไม่ได้หมายถึงการไม่มีความกลัว แต่คือการรู้จักจัดการกับมัน และความกลัวมักเกิดจากการจินตนาการถึงอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น วิธีเอาชนะมันก็คือคือการทำหน้าที่ของตนเอง และมีสติอยู่กับปัจจุบันให้ดีที่สุด
2. ความกล้าหาญ (Courage) ผู้เขียนอธิบายว่าความกล้า คือความสามารถในการก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองเพื่อทำในสิ่งที่เหมาะสม ทั้งยังรวมถึงการเลือกระหว่าง "สิ่งที่ง่าย" กับ “สิ่งที่ถูกต้อง” ความกล้าไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งเดียวที่ยิ่งใหญ่ แต่คือพฤติกรรมเล็กๆ ในชีวิตประจำวันที่เราเลือกจะไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค
3. วีรกรรม (The Heroic) ขั้นสูงสุดของความกล้าคือการเสียสละเพื่อส่วนรวม การนำความกล้ามาใช้เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น หรือยืนหยัดเพื่อความยุติธรรมแม้ตนเองต้องตกอยู่ในอันตราย และสิ่งที่จะผลักดันให้คนกล้าหาญถึงขีดสุดได้คือ "ความรัก" และ "ความเมตตา" ต่อเพื่อนมนุษย์
สรุปแล้วใจความสำคัญของหนังสือเล่มนี้ คือ ความกล้าคือสิ่งที่ทำให้คุณธรรมข้ออื่น ๆ ในชีวิตเกิดขึ้นตามมาได้ เพราะหากเราไม่มีความกล้ามากพอ เราก็จะไม่สามารถรักษาสัจจะ ไม่สามารถเป็นคนที่มีความยุติธรรม และไม่สามารถมีวินัยได้เมื่อต้องเผชิญกับแรงกดดัน
เล่มนี้เป็นผลงานนักเขียนชื่อดังอย่างคุณ Vex King ผู้เขียน Good Vibes, Good Life ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก สำหรับเล่ม Healing is the new high นี้เป็นคู่มือหลักสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนระดับพลังงานในตัว ผ่านการเยียวยาจิตใจ ซึ่งผู้เขียนต้องการนำเสนอผ่านแนวคิดที่ว่า "การเยียวยาคือความหรูหราที่แท้จริง" มีสาระสำคัญดังนี้
คุณนักเขียนเชื่อว่าอารมณ์และบาดแผลที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขจะถูกเก็บไว้ในร่างกายในรูปแบบของ "พลังงานที่ติดขัด" ซึ่งจะดึงดูดแต่เหตุการณ์แย่ ๆ เข้ามาในชีวิต การเยียวยาใจจะเป็นการปลดล็อกพลังงานเหล่านี้ เพื่อให้เรากลับไปมีแรงสั่นสะเทือนที่สูงขึ้น ดังนั้น เราจึงต้องกลับไปปลอบโยนเด็กน้อยในตัวเราที่เคยเจ็บปวดในอดีต เพื่อไม่ให้บาดแผลเหล่านั้นมาควบคุมการชีวิตในปัจจุบัน โดยเริ่มจากการยอมรับด้านมืดของตนเอง อีกทั้งการเยียวยาไม่ใช่เรื่องของความคิดอย่างเดียว แต่ต้องทำผ่านร่างกายด้วย โดยในเล่มได้แนะนำเทคนิคที่ปฏิบัติได้จริง เช่น
เนื้อหาส่วนท้ายเล่ม เป็นส่วนที่เราประทับใจเป็นพิเศษนั่นก็คือการฝึกสติและการปล่อยวาง คุณนักเขียนบอกให้เราเลิกพยายาม "แก้ไข" ทุกอย่าง แต่เปลี่ยนมาเป็น "การอนุญาต" ให้ตัวเองรู้สึกถึงอารมณ์นั้นๆ โดยไม่ตัดสิน และปล่อยให้มันไหลผ่านตัวเราไป ที่สำคัญคือการสร้างขอบเขต อย่ายอมให้คนหรือสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษเข้ามาทำลายพลังงานของเราเป็นอันขาด และการตั้งขอบเขตที่ชัดเจนคือการแสดงความรักต่อตนเองที่สำคัญที่สุด
เพื่อน ๆ คุ้นชื่อหนังสือ กินกบตัวนั้นซะ! ซึ่งว่าด้วยการกำจัดนิสัยผัดวันประกันพรุ่งที่เคยโด่งดังในอดีตกันบ้างไหมคะ หนังสือเล่มนี้มีผู้เขียนคนเดียวกันนั่นก็คือคุณ Brian Tracy แต่เล่มนี้จะเน้นกล่าวถึง “วินัย” ว่าคือความสามารถในการบังคับตัวเองให้ทำในสิ่งที่ "ควรทำ" ในเวลาที่ "ต้องทำ" ไม่ว่าเราจะ "อยากทำ" หรือไม่ก็ตาม
ในเล่มแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วนหลัก ดังนี้
1. วินัยกับความสำเร็จส่วนบุคคล: เลิกกล่าวโทษผู้อื่นหรือสถานการณ์ ยอมรับว่าเราคือผู้ควบคุมชีวิตตนเอง หันมาตั้งเป้าหมายชีวิตให้ชัดเจน โดยการเขียนเป้าหมายลงในกระดาษและวางแผนลงมือทำทันที สุดท้ายคือเอาชนะความกลัวด้วยการเผชิญหน้ากับสิ่งที่กังวลและหาทางแก้ไขล่วงหน้า
2. วินัยกับธุรกิจ การขาย และการเงิน: ความมุ่งมั่นจะพาเราไปสู่ความสำเร็จ เริ่มพัฒนาทักษะที่จำเป็นในสายงานอย่างต่อเนื่อง ฝึกการบริหารเวลา จัดลำดับความสำคัญของงานและทำงานที่สำคัญที่สุดให้เสร็จก่อน ที่สำคัญคือฝึกนิสัยการออมและยับยั้งชั่งใจต่อความต้องการชั่วคราว เพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาวนั่นเองค่ะ
3. วินัยกับชีวิตที่ดี
ด้านร่างกาย: มีวินัยในการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
ด้านจิตใจ: ฝึกการให้อภัยและความอดทนเพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง
สุดท้ายที่หนังสือเน้นย้ำคือให้เลือกมองว่าความสุขไม่ใช่เป้าหมายของชีวิต แต่เป็นผลพลอยได้จากการมีวินัยและ
ลงมือทำเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้สำเร็จ
เล่มนี้เขียนโดยนักจิตวิทยาคลินิกชื่อดัง Dr. Julie Smith หนังสือเล่มนี้ไม่ได้กำหนดไว้ว่าต้องอ่านรวดเดียวจบ แต่นักเขียนต้องการให้มันเป็นเหมือนกับ "กล่องปฐมพยาบาลทางใจ" หรือที่ปรึกษาส่วนตัวที่เมื่อไหร่เรารู้สึกไม่สบายใจ หรือต้องการคำตอบในเรื่องไหน ก็สามารถหยิบขึ้นมาเปิดอ่านเฉพาะบทที่ตรงกับสถานการณ์หรือความรู้สึกในช่วงเวลานั้นได้ทันที
เนื้อหาในเล่มจะพาผู้อ่านไปทำความเข้าใจอารมณ์และรู้วิธีรับมือมันอย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องฝืนเข้มแข็งจนเกินไป ทั้งยังเต็มไปด้วยวิธีการเยียวยาหัวใจมากมาย เช่น เรียนรู้วิธีเติมพลังใจและยอมรับความเหนื่อยล้าในฐานะส่วนหนึ่งของชีวิต, วิธีอยู่กับความเศร้าอย่างเข้าใจและค่อยๆ เยียวยาความเจ็บปวด, เทคนิคทางจิตวิทยาเพื่อดึงความเชื่อมั่นกลับมาและหยุดเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น รวมถึงวิธีการดึงสติและพาตัวเองกลับมาอยู่กับปัจจุบันเมื่อต้องรับมือกับความเครียดและความกังวล เป็นต้น
เป็นอีกเล่มที่เราชอบเพราะความอ่านง่ายและนำไปปรับใช้ได้จริง เน้นคำแนะนำที่สามารถเริ่มทำได้ทันที ไม่ซับซ้อน ใช้ภาษาบอกเล่าที่ให้ความรู้สึกว่าอ่านแล้วอบอุ่นเหมือนมีนักจิตวิทยามานั่งให้คำปรึกษาอยู่ข้างๆ
หนังสือเล่มนี้พูดถึงแนวคิดว่าความรักเป็น "ทักษะ" ที่เรียนรู้และฝึกฝนได้ ผ่านการมีสติและการเติบโตภายจากในจิตใจ เป็นคู่มือที่ช่วยให้ผู้อ่านอย่างเรา ๆ เรียนรู้ที่จะรักอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน โดยเริ่มต้นจากการสำรวจภายในใจของตัวเอง ต่อด้วยการฝึกฝนทักษะที่ช่วยให้ความสัมพันธ์เบาสบายและสร้างความรู้สึกมั่นคงในความสัมพันธ์
ผู้เขียนบอกไว้ในหนังสือว่าความรักไม่ใช่แค่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยการเรียนรู้ การมีสติ และความตั้งใจในการพัฒนาความสัมพันธ์ รวมถึงการเข้าใจตนเองเป็นพื้นฐาน เนื้อหาในเล่มเลยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำความเข้าใจและเยียวยาอดีตของตนเอง เพื่อสร้างความสงบภายในก่อนที่จะสามารถมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นได้
อีกสิ่งสำคัญ คือการปรับตัวและการสื่อสารซึ่งกันและกัน เนื่องจากทุกคนเติบโตมาต่างกัน ความสัมพันธ์จึงอาจมีความขัดแย้งเป็นธรรมดา ดังนั้น การเรียนรู้ที่จะรับฟังโดยไม่ตัดสินและปรับตัวเข้าหากันอย่างเปิดใจ จึงเป็นหัวใจสำคัญของความสัมพันธ์ทุกรูปแบบ
เป็นหนังสือที่ช่วยดึงสติเกี่ยวกับความรักความสัมพันธ์ ช่วยให้เรามองเห็นรูปแบบพฤติกรรมที่เราอาจทำไปโดยไม่รู้ตัวและก่อให้เกิดปัญหาตามมา เหมาะสำหรับคนที่กำลังสงสัยว่าเพราะอะไรความสัมพันธ์ที่ผ่านมาของตัวเองถึงไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก หยิบเล่มนี้มาอ่านอาจจะเจอคำตอบก็ได้นะคะ
ผลงานของนักเขียนคนไทยชื่อดัง "คิดมาก" (Kidmakk) ที่นำเสนอแนวคิดการดึงดูดความสำเร็จหรือการ "Manifest" อย่างเป็นระบบ โดยผสมผสานหลักการทางจิตวิทยาและกฎแห่งแรงดึงดูดเข้าด้วยกัน หนังสือเล่มนี้เน้นย้ำว่าการบรรลุเป้าหมายไม่ใช่แค่การคิดบวกผิวเผิน แต่ต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนความเชื่อภายในและการลงมือทำอย่างจริงจัง
ใจความสำคัญของหนังสือคือแนวคิดที่ว่า จักรวาลตอบสนองต่อสิ่งที่คุณ "เชื่อว่าคุณเป็น" จริงๆ ไม่ใช่แค่สิ่งที่คุณ
"อยากได้" โดยมีวิธีการดังนี้
1.ความชัดเจนของเป้าหมาย: เป้าหมายที่คลุมเครือจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่ชัดเจน การกำหนดเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงและชัดเจนจึงเป็นสิ่งสำคัญในการกำหนดทิศทางชีวิต
2.ความเชื่อภายใน (คุณค่าในตนเอง): เราต้องเชื่ออย่างแท้จริงว่าคุณมีคุณค่าและมีความสามารถที่จะบรรลุเป้าหมายได้
3.การลงมือทำที่สอดคล้อง: การ Manifest ไม่ใช่แค่การคิดหรืออธิษฐาน แต่ต้องอาศัยความพยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย ซึ่งรวมถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันให้เหมือนกับคนที่ประสบความสำเร็จในเป้าหมายนั้นแล้วนั่นเองค่ะ
4.ความมุ่งมั่นและการปล่อยวาง: กระบวนการนี้ต้องใช้ความอดทนมาก ๆ ต้องพยายามอย่างเต็มที่เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย แต่ก็ต้องมีสติปัญญาที่จะปล่อยวางผลลัพธ์และเชื่อมั่นในกระบวนการ โดยไม่ปล่อยให้ความกลัวหรือความสงสัยในตัวเองเข้าครอบงำจิตใจ
5.การเอาชนะความเชื่อที่จำกัด: ชวนให้ผู้อ่านระบุและเอาชนะความเชื่อฝังลึกในจิตใต้สำนึก (เช่น การเกรงใจเกินไป, การไม่มีขอบเขต, การรู้สึกว่าตัวเองไม่สำคัญ) ซึ่งอาจบ่อนทำลายความพยายามโดยไม่รู้ตัว
สุดท้ายคือพลังของการจินตภาพ: การจินตนาการซ้ำๆ ว่าเราบรรลุเป้าหมายแล้ว จะช่วยฝึกสมองให้เชื่อว่าเป็นความจริง ซึ่งจะกระตุ้นให้ร่างกายลงมือทำในสิ่งที่จำเป็นต่อการสร้างความสำเร็จ
เรียกได้ว่าเป็นคู่มือสำหรับการเปลี่ยนแปลงความคิดและการกระทำให้สอดคล้องกับอนาคตที่เราปรารถนา เพื่อเปลี่ยนความฝันให้กลายเป็นความจริงในที่สุดนั่นเองค่ะ
การเริ่มหันกลับมาดูแล ใส่ใจ และพยายามทำความเข้าใจตัวเอง เป็นอีกหนึ่งภาษารักที่ทุกคนสามารถเริ่มทำให้กับตัวเองง่าย ๆ ได้เลยโดยไม่ต้องรอ เรามองว่าการฝึกทำ Shadow Work ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ดีและน่าสนใจสำหรับใครที่กำลังอยากเยียวตัวเองจากภายใน เพื่อให้เด็กตัวเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในตัวเราได้รับการปลอบประโลมและโอบกอดอย่างที่ควรจะเป็น หวังว่าหนังสือที่เลือกมาแชร์ในบทความนี้จะช่วยฮีลเพื่อน ๆ ได้ไม่มากก็น้อยนะคะ
ขอให้อ่านหนังสืออย่างสนุกและมีความสุขในทุกการพลิกหน้ากระดาษค่ะ
ฝ่ายบริการสมาชิก The 1 หรือ The1 Call Center
ที่หมายเลข 02-660-1000 ได้ทุกวัน ตั้งแต่ 9.00 น. จนถึง 22.00 น. เพื่อแจ้งความประสงค์ขอยกเลิกการรับข้อมูลข่าวสาร
จะมีผลให้ส่วนลด พลังสะสมหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่ได้รับจะถูกยกเลิกในทันที และหากท่านกลับมาสมัครใหม่ในภายหลังจะถือเป็นสมาชิกใหม่
ของท่านจะถูกยกเลิกทันที หลังจากท่านกดยืนยัน